วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

พระพุทธบาทและเทพผู้รักษาลังกาทวีป




ลังกาทวีป หมายถึงประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นเกาะขนาดใหญ่อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ในอดีตเป็นอาณาจักรสำคัญที่ส่งอิทธิพลความเชื่อมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นก็คือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ณ ใจกลางเกาะแห่งนี้มียอดเขาสูงลูกหนึ่งที่โดดเด่นกว่าภูเขาอื่นทั้งหมด นั่นคือ ศรีบาทา หรือในอดีตเรียกว่า สุมนกูฏ ยอดเขาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทที่เลื่องชื่อมากกว่าที่ใด ๆ ในโลก 

รอยพระพุทธบาทถือเป็นปูชนียสถานสำคัญ จัดเป็นบริโภคเจดีย์ หรือก็คือสถานอันเป็นที่น้อมระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยกำหนดว่าเป็นที่เคยประทับหรือเป็นที่เก็บสิ่งของที่พระองค์เคยใช้สอย เมื่อศาสนาพุทธนิกายเถรวาทถูกเผยแผ่เข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิ ความนิยมชมชอบในการบูชารอยพระพุทธบาทเช่นเดียวกับที่ศรีลังกาก็เกิดขึ้น ตามต้นแบบอันเป็นศูนย์กลางที่เจริญรุ่งเรืองของนิกายนี้ 

ภายหลังจากความเสื่อมลงของศาสนาพุทธในอินเดียและภัยสงคราม แดนพุทธภูมิจึงเกิดความเสียหายและเสื่อมโทรมลง จึงเป็นการไม่สะดวกแก่ศาสนิกชนที่จะเดินทางไปแสวงบุญยังสังเวชนียสถานได้ ชาวพุทธจึงเลือกที่จะไปแสวงบุญที่ศรีลังกาแทน ด้วยยอมรับนับถือว่ารอยพระพุทธบาทเป็นบริโภคเจดีย์เช่นเดียวกับสังเวชนียสถาน และที่ศรีลังกานอกจากจะมีความเชื่อเรื่องรอยพระพุทธบาทและบริโภคเจดีย์ทั้งหลายแล้ว ยังมีความเชื่อเรื่องเทวดาองค์สำคัญที่พิทักษ์เกาะลังกานั้นไว้ด้วย ซึ่งก็คือ พระสุมนเทพ พระรามเทพ พระลักษณเทพและพระขัตตคามเทพ แน่นอนว่าคติความเชื่อก็ส่งต่อมาในดินแดนแถบนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งชื่อของ พระจตุคามรามเทพ เทพเจ้าผู้รักษาพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ก็มีความเกี่ยวข้องกับเทพสี่องค์สำคัญที่พิทักษ์รักษาเกาะลังกาดังกล่าว 

ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทจากลังกาเจริญรุ่งเรืองขึ้นในคาบสมุทรอินโดจีน เป็นที่ยอมรับนับถือในกลุ่มคนทุกชนชั้นทั้งไทย พม่า มอญ ลาว เป็นต้น กระแสความนิยมนี้ส่งผลต่อวิถีชีวิต ความคิด และการแสดงออกของผู้คนในสังคม ปรากฏหลักฐานมากมายทั้งในงานวรรณกรรม งานศิลปะตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี และมันยังคงงอกงามเติบโตอยู่ในสังคมไทยอย่างไม่หยุดนิ่ง ยกตัวอย่างเช่น งานนมัสการรอยพระพุทธบาทที่ถูกจัดขึ้นหลายแห่ง และความเชื่อเรื่องพระพุทธสิหิงค์ ในฐานะพระพุทธรูปสำคัญประจำเมือง เป็นต้น 

ภาพแกะสลักไม้รูปพระพุทธบาทของวัดพระรูป
อายุราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ถึงต้น
พุทธศตวรรษที่ ๒๑

หลักฐานที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งที่พบในเมืองสุพรรณบุรี นครรัฐโบราณที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ นั่นคือภาพแกะสลักไม้รูปพระพุทธบาทของวัดพระรูป เป็นโบราณวัตถุชิ้นหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากในวงการประวัติศาสตร์ศิลปะของเมืองไทย ผลงานอันประณีตจากฝีมือช่างแกะสลักโบราณ มีเนื้อหาและองค์ประกอบเฉพาะตัวไม่เหมือนที่ใด ลักษณะเป็นไม้กระดานแผ่นใหญ่ที่มีการแกะสลักไว้สองด้าน  ด้านหนึ่งเป็นภาพพระพุทธบาท และอีกด้านเป็นภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติตอนมารผจญ ลวดลายบนชิ้นงานเทียบเคียงได้กับเครื่องทองที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา ซึ่งกำหนดอายุอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ (กระหนกในดินแดนไทย : สันติ เล็กสุขุม) ในส่วนที่เป็นรอยพระพุทธบาทนั้นมีภาพของมงคล ๑๐๘ ประการปรากฏที่กึ่งกลาง โดยแบ่งเป็นช่อง ๆ เกาะกลุ่มเรียงเป็นวงกลมซ้อนเนื่องกันไป ที่มุมของภาพพระพุทธบาทปรากฏรูปบุคคล ๔ คนในชุดเครื่องทรงแสดงฐานะ แรกเห็นก็อาจเข้าใจได้ว่าคือเทพจตุโลกบาลทั้ง ๔ องค์ แต่ถ้าพระพุทธบาทนี้สื่อถึงรอยพระพุทธบาทที่ลังกาทวีป เทพเจ้าทั้งสี่องค์นี้ก็จะถูกตีความต่างออกไป

เมื่อพิจารณารอยพระพุทธบาทสำริดของวัดเสด็จ เมืองกำแพงเพชร ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พระพุทธบาทชิ้นนี้เป็นงานหล่อสำริดขนาดใหญ่และอยู่ในสภาพชำรุดส่วนส้นพระบาทขาดหายไป บนรอยพระพุทธบาทมีภาพจารของมงคลต่าง ๆ มีภาพเหล่าพระพุทธเจ้ากับพระภิกษุทั้งหลาย และเทพเจ้าที่ระบุตัวตนได้ ๓ องค์คือ วิรุณหกราชะ ธัฏฐรัฏฐราชะและพระขัตตคามะ (https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/167 : ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย) เทพสององค์แรกจัดอยู่ในกลุ่มของจตุโลกบาลแสดงเป็นภาพบุคคลยืนร่วมกันในช่องตารางที่มุมด้านหนึ่ง ส่วนพระขัตตคามแสดงเป็นภาพใหญ่ยืนแท่นเดี่ยว ๆ จึงเข้าใจได้ว่ารอยพระพุทธบาทนี้อ้างอิงความศักดิ์สิทธิ์ของรอยพระพุทธบาทที่ศรีลังกา เพราะพระขัตตคามเป็นชื่อเฉพาะที่อาจหมายถึงพระขันทกุมารแต่ก็จัดอยู่ในกลุ่มเทพเจ้าผู้รักษาลังกาทวีปตามคัมภีร์มหาวงศ์ของพระพุทธศาสนา เมื่อนำมาพิจารณาเทียบกันกับภาพแกะสลักพระพุทธบาทของวัดพระรูป สุพรรณบุรี ภาพเทพเจ้าสี่องค์ที่ควรจะอยู่คู่กับรอยพระพุทธบาทนั้นน่าจะเป็นเทพเจ้าผู้รักษาเกาะลังกาเช่นกัน

รอยพระพุทธบาทสำริดของวัดเสด็จ เมืองกำแพงเพชร

ภาพพระขัตตคามยืนเหนือแท่น
บนรอยพระพุทธบาทสำริดของวัดเสด็จ
อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐

แต่ถึงจะตีความอย่างไรเหล่าเทพเจ้าก็ยังคงมีหน้าที่เดียวกันคือรักษาพระพุทธศาสนา ยังคงเป็นกำลังใจแก่ผู้ศรัทธาให้รู้สึกปลอดภัย หากทว่าย้อนไปเมื่อหกร้อยปีก่อนคนในสมัยนั้นให้ความสำคัญกับแนวคิดและวิถีปฏิบัติ ด้วยบ้านเมืองที่มีการปกครองแบ่งออกเป็นหลายอาณาจักร อิทธิพลของแนวคิดเรื่องจักรพรรดิราชส่งผลให้มีการแข่งขันกันในหลายมิติ ค่านิยมทางศาสนาจึงส่งผลต่อขนบธรรมเนียมและวิถีชีวิตผู้คนอย่างมาก และกระแสการตรวจสอบชำระความเชื่อในพระพุทธศาสนากำลังได้รับความสนใจ ดังนั้นการสะท้อนแนวคิดที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับย่อมเป็นมาตรฐานที่ถูกใช้เพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง ดังปรากฏหลักฐานหลายอย่างที่บ่งชี้ความเป็นไปนั้นอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในดินแดนล้านนาช่วงหนึ่ง กระแสความเป็นลังกาแท้กลายเป็นชนวนที่สร้างความแตกแยกให้ลุกโชนขึ้น ความขัดแย้งนั้นก่อให้เกิดผลกระทบมากมายถึงขั้นไม่อาจทำสังฆกรรมร่วมกันได้เลยทีเดียว

สถาณการณ์ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หรือสมัยอยุธยาตอนต้น ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างกำลังสร้างรากฐานสู่ความเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันอาณาจักรล้านนาทางเหนือก็กำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างเกรียงไกร อาณาจักรที่อยู่ระหว่างกลางอย่างสุโขทัยจำต้องดิ้นรนในการสร้างความชอบธรรมในฐานะนครศักดิ์สิทธิ์ที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อน ซึ่งเชื่อกันว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นผู้ทำให้ราชวงศ์พระร่วงเป็นที่ยอมรับนับถือต่อรัฐน้อยใหญ่ ตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ กระทั่งต่อมาเมื่อพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) ขึ้นครองกรุงสุโขทัยในช่วงที่อาณาจักรใกล้เคียงกำลังแผ่ขยายอำนาจนั้น พระองค์จึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการธำรงฐานะของกรุงสุโขทัยเอาไว้ ทรงออกผนวชและสถาปนาพระพุทธบาทที่หลายเมืองในอาณาจักร อ้างว่า รอยพระพุทธบาทนี้พิมพ์มาจากสุมนกูฏเลยทีเดียว แสดงว่าทรงใช้ความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธบาทจากศรีลังกาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งน่าจะมีเหตุผลจากกระแสความนิยมลังกาดังที่กล่าวไปแล้ว พระองค์จึงเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญที่ทำให้เกิดการใช้ศาสนายึดโยงผู้คนไว้กับอาณาจักร นอกจากวรรณคดีเรื่องไตรภูมิพระร่วงแล้ว การสร้างรอยพระพุทธบาทถือเป็นผลงานที่โดดเด่นและทำให้เกิดการยอมรับในวงกว้าง ทั้งยังเป็นคติอย่างหนึ่งที่ผู้คนนับถือสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (การเมืองในประวัติศาสตร์ ยุคสุโขทัย-อยุธยา พระมหาธรรมราชา กษัตราธิราช : พิเศษ เจียรจันทร์พงษ์)

เหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่งในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒ เป็นเส้นแบ่งสำคัญที่ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งความเสียหายจากสงครามและการเคลื่อนย้ายของผู้คน ล้วนเป็นเหตุให้ความคิดความเชื่อมีการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัย การอ้างอิงศาสนาพุทธนิกายเถรวาทแบบลังกาแท้ ๆ เสื่อมความนิยมลงไป แต่รอยพระพุทธบาทยังเป็นที่นับถือของผู้คนและได้รับการบูชา หากแต่ความชอบธรรมนั้นไม่ได้มีอยู่ที่ ศรีบาทะ หรือ สุมนกูฏ เพียงแห่งเดียวอีกต่อไป รอยพระพุทธบาทที่แขวงเมืองสระบุรีถูกพบในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา บริโภคเจดีย์แห่งนี้กลายเป็นที่แสวงบุญที่อยู่ใกล้อาณาจักรอันเป็นที่ตั้งมั่นของพระพุทธศาสนาแห่งสำคัญของภูมิภาค เฉกเช่นเดียวกับที่ทางพม่าสถาปนาชเวเส็ตตอเป็นรอยพระพุทธบาทแห่งนัมทานที กอปรกับศาสนาพุทธในเกาะลังกาเข้าสู่ยุคเสื่อมอย่างถึงที่สุด ความเชื่อเรื่องรอยพระพุทธบาททั้ง ๕ แห่งที่พระพุทธเจ้าประทับประทานไว้ในโลกจึงกลายเป็นความนิยมขึ้นแทนที่ และเทพเจ้าทั้งสี่ผู้รักษาเกาะลังกากับรอยพระพุทธบาทจึงถูกลดบทบาทลงแทบไม่ปรากฏในงานศิลปะต่าง ๆ ของเมืองไทย จนเรียกว่าห่างเหินกันไปเนิ่นนานเลยทีเดียว



........................................................