วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เข้าพระนคร





    ขอเดชะพระรัตนตรัย    จักอาศัยเป็นทางสว่างศรี
ขอเดชพรจากฟ้าเทวามี    โปรดปราณีรักข้าและเอ็นดู

ขอระลึกคุณมารดาบิดร    มาแต่ก่อนฟังความจะรู้หู
ข้าตระหนักซึ้งในพระคุณครู    องค์ความรู้สรรพวิชาการ

แรมสิบสามค่ำเดือนอ้ายได้ประเวศ    นคเรศกรุงเทพนานาสถาน
ดำเนินโดยบีทีเอสสำเร็จการ    ก็แวะทานมอสเบอร์เกอร์บำเรอตัว

ถึงอโศกโลกดูแม้นแดนสวรรค์    จรจรัลเลียบร่อนฟ้าน่าเวียนหัว
ตึกตั้งสูงเสียดแซมกันมืดมัว    วิมานทั่วชั้นฟ้าก็ปานกัน

หักก้านบัวมุดย้ายลงใต้ดิน    ชำแรกถิ่นนาคาว่าเพ้อฝัน
จนลุสุดที่หัวลำโพงพลัน    วิ่งขึ้นทันสี่เก้ารถเมล์ฟรี

ลงรถมาที่หน้าวัดสระเกศ    เขามีเหตุติดผ้ายันตร์ย้อมเป็นสี
แดงริ้วริ้วปลิวเนื่องต่อกันดี     อยู่บนศีรษระอย่างงานสงกรานต์

เข้าไหว้สาพระประธานที่ในโบสถ์    แล้วเอ่ยโอษฐ์สวดมนตร์อธิษฐาน
ออกมาผ่านที่ตั้งโกศพุทธาจารย์    ท่านถึงกาลละสังขารพ้นทุกข์ไป

เข้าไปดูหอไตรเขาก็ปิด     เดินไปชิดเชิงบรรพตมีน้ำไหล
เขาต่อท่อทำน้ำตกให้รมย์ใจ    แต่เวิ่นไปกราบคัมภีร์บาบิยัน

ขึ้นภูเขาเข้าเวิ้งบันไดวน    แลซากป่นอิฐแตกลงแหลกผัน
หวนนึกถึงหมายแรกสร้างคะเนกัน    จะรังสรรค์สร้างพระปรางค์แล้วร้างลา




ถึงเรือนล้อมรอบสถูปบนบรรพต    ทำกำหนดทับเกษตรเขตเคหา
มีผู้คนทั้งไทยเทศต่างนานา    หลายหลากมาโน่นนี่สารพัน

เข้าคูหาครรภ์ธาตุพระเจดีย์    ด้านในมีเยาว์สถูปเป็นรูปสรรค์
อย่างแขกเทศโบราณแต่ปางบรรพ์    สวมครอบกั้นบรมธาตุพระศาสดา

ผู้คนเข้าเวียนออกทางเดินแคบ    จึงเบียดแอบอ้อมมานั่งตรงคูหา
เข้าประชิดช่องทิศบูรพา    แล้ววันทาก้มกราบลงสามที

ขอระลึกนึกถึงคำพระธรรมสอน    อันคือพรศักดิ์สิทธิ์วิเศษศรี
ให้ผ่องแผ้วด้วยจิตสะอาดดี    ใจจะมีกำลังกระทำการ

ลงจากเขาเข้าไปพระนคร    ผ่านฟ้าจรเข้าเขตชุมนุมสถาน
มีแนวเขตเขื่อนกั้นแลทวาร    ดูพลุกพล่านอึกทึกเจรจา

เห็นกำแพงพระนครแต่ก่อนเก่า    ดูน่าเศร้าประตูช่องเคยแน่นหนา
ถูกไล่รื้อจนเหลือเป็นเศษมา    อนิจจาใครจะเห็นว่าเป็นคุณ

ก็เดี๋ยวนี้ไม่มีเขตกำหนดได้    เมืองขยายตามทางที่สร้างหนุน
เศรษฐกิจโยงใยใช้เจือจุน    ระดมทุนสรรค์สร้างหนทางกัน

เดินมาถึงที่วัดบวรนิเวศ    ล่วงเข้าเขตพุทธาวาสราชรังสรรค์
คนทั้งหลายบูชาอภิวันท์    เทียนธูปควันจุดฟุ้งกำจรจาย



บันไดซอกเสาหน้าเหราคู่    ต่างเง้อชูงวงง่าดูผ่าผาย
ประตูเข้าสกัดด้วยเสาในราย    ดูคับแคบแยบคายอยู่ในที

ข้าน้อมนบจบเกล้าศิโรเพจน์    แลก้มเกศกราบพระชินสีห์
ขอเดชาพระพุทธานุภาพมี    จงปราณีคุ้มเกล้าเหล่ามวลชน

ขอเดชะพระบวรราชอาราม    เจริญตามศรัทธามหากุศล
ดนุก้มลงกราบแทบสกล    ลานสถลแนบพระบาทราชดำเนิน

โอ้ไพรีมีในคามประเทศ    ชนวนเหตุศึกในใช่ผิวเผิน
หยั่งลงรากแล่นลึกล้ำเหลือเกิน    ใยจะเยินถอนรากพินาศไป

ตำหนักเพชรไว้พระศพสังฆราช    อภิวาทวันทาขออาศัย
ใบบุญท่านรอยเท้าดำเนินไป    กุศลไซร้ทางท่านทิ้งไว้เดิน






















จะขึ้นรถย่างเท้าไปข้าวสาร   ไม่ทันนานรถเมล์มาน่าสรรเสริญ
รถก็ติดนิดหน่อยพอเพลินเพลิน    ก็ลงเหินข้ามฝั่งไปวังบวร

ธรรมดาวันจันทร์พิพิธภัณฑ์ปิด    แต่เขาคิดเอาพระมาตั้งสลอน
ให้ได้ไหว้บูชาแลขอพร   เก้านครพระปฏิมาแต่โบราณ

ผ่านนารายณ์เข้าไปพุทไธสวรรย์    อภิวันท์พระสิหิงค์จอมสถาน
สถิตในบุษบกเพียงพิมาน    อลังการเครื่องตั้งประดับประดา

พระเจ้าน้อยองค์หนึ่งนั่งบัลลังก์เก่า   มีเจ้าเฝ้าแหนข้างทั้งซ้ายขวา
ฉัตรอย่างก่อนกั้นเป็นร่มภารตา    หล่อทำมาแต่เมื่อครั้งศรีวิชัย

พระทวายืนยั้งตั้งเป็นคู่    จีวรดูพริ้วพริ้วเป็นริ้วไหล
ยกพระหัตถ์แสดงปางอย่างวิไล    เนื่องกันไปมีพระล้านนาราม

มองด้านหลังตั้งองค์พระนากด้วย    เป็นองค์สวยที่สำคัญน่าเกรงขาม
แสดงปางสมาธิมีข้อความ     จารึกนามยุธิษฐระประกอบการ

อาจารย์เอฟเล่าให้ฟังเมื่อครั้งก่อน    มีความตอนท่านสร้างเป็นหลักฐาน
แลเนื่องถึงสงครามครั้งโบราณ    เป็นเหตุการณ์ล้านนารบอโยธยา


 




































ดูภาพเขียนบนผนังอลังการ    ฝีมืองานช่างฝากที่ฝั่งฝา
เล่าเรื่องพุทธประวัติทักษิณา    พระมารดาอภิเษกอดิเรกงาม

เดินมาซ้ายทวนเรื่องอย่าเคืองขัด    เจาะจงจัดจะดูภาพสำคัญสาม
อภิเษกพระมายานั้นงดงาม     พระญาติตามเชิงชั้นหลั่นไพที

สองคือภาพจะเข้านิพพานพุทธ    เรียบง่ายสุดดูโศกาในราศี
สุภัทธะจะเข้ามาอยู่ในที    แต่ก็มีผู้ขวางห้ามตามตำรา

สามคือภาพพระเจ้าลงจากสวรรค์    กะไดนั้นดูขัดแย้งน่ากังขา
พระบาทรองดอกบัวดำเนินมา    ทำเอนองค์ลีลาน่าฉงนใจ

ถ่ายภาพฉากรดน้ำรามเกียรติ์    ลงลายเขียนโสภาน่าเลื่อมใส
อินทรชิตง้างหวดคันศรไกว    จะฟาดใส่หนุมานที่ราญรอญ

ได้แลเห็นสหายอาจารย์เอฟ    เล่าสังเขปภาพตามคัมภีร์สอน
จิตรกรรมบนฝาเป็นตอนตอน    แก่บังอรพนักงานการพิพิธภัณฑ์

จากวังหน้าลัดข้ามมาสนามหลวง    เป็นเขตข่วงเวทีที่สังสรรค์
จัดสวดมนต์ข้ามปีมีงานกัน    แต่นึกหยันพระยืนกร่างเป็นอย่างโฟม

เลาะมาศาลหลักเมืองเรืองรามนัก    ดูคึกคักผู้คนหน้ากลาโหม
วัดพระแก้วเรืองรัตน์ตัดโพยม    ตกแต่งโสมเสกสร้างผ่างนครา

เดินเลี้ยวซ้ายบ่ายไปที่สี่กั๊ก    รถเยอะนักเดินยากลำบากหนา
จนถึงที่เขาทำพระแลนานา    เครื่องของค้าแก่การวัดพัดผ้าไตร

ที่โบสถ์พราหมณ์ยามนี้ดูคึกคัก    นานทีจักเปิดสถานเทพอาศัย
หอพระเจ้าทั้งสามที่ด้านใน    ก่อนเข้าไปก็บูชามหาพรหม

หอแรกใหญ่คือสถานพระอิศวร    เทพกระบวนรูปนานาในอาศรม
ตั้งบนแท่นกั้นผ้าขาวดูน่าชม    สะอาดสมเรียบง่ายน่ายำเกรง

ข้างขวาพระมีแท่นตั้งนางดานด้วย    ก็เร่งฉวยกล้องถ่ายภาพกระฉับเฉง
เจ้าหน้าที่เขาดุเอาให้ยำเกรง    เราผิดเองไม่ดูป้ายละอายใจ

ข้างข้างกันมีศาลแท่นศิวลึงค์    ถัดไปถึงหอพระคเณศเขตอาศัย
เคียงคู่พระบิดาเทวาลัย    รูปตั้งไว้เป็นสำริดวิสิฐผจง

ต้นมะตูมปลูกไว้ใกล้สถาน    ได้พบพานสมใจต้องประสงค์
ใบเป็นสามตามอย่างศูลศิวะทรง    ใช้ในมงคลการงานพิธี

เข้าสถานพระนารยณ์ที่ท้ายสุด    จตุรภุชเคียงด้วยพระลักษมี
และพระนางอีกหนึ่งองค์เทวี    นามพระศรีบนแท่นสถิตย์ราม

ข้ามถนนตรงไปวัดสุทัศน์    สารพัดอึกทึกคนล้นหลาม
พระวิหารบนเชิงชั้นทะงันงาม     เป็นอารามพระศรีศากยมุนี

พระปฏิมาโอฬาร์สำริดหล่อ    ประดิษฐ์ต่อแต่โบราณผ่านวิถี
จากสุโขทัยย้ายมาแทบชลธี    สง่าศรีกรุงเทพมหานคร

เข้ากราบกรานองค์พระปฏิมา    ไหว้เชิงช่างฝากศรัทธาไว้คำสอน
เกียรติยศคู่ฟ้าเมืองอมร     แลบวรศาสนาพระมหามุนี

เดินเลาะเลียบอย่างระวังบนฝั่งถนน    ทั้งรถยนต์มอเตอร์ไซค์ด้วยไร้บาทวิถี
มาจนสุดจะข้ามออกเขตธานี    จึงหันรีเลี้ยวซ้ายบ่ายไปทาง

มหาไชยเดิมฟากกำแพงเก่า    จะเร่งเท้าไปขึ้นเรือแต่โดนขวาง
ต้องแวะวัดเทพธิดาระหว่างทาง     มีลานกว้างข้างหน้าโอ่อ่าชม

เป็นวัดใหญ่นอกอย่างในผังสวย    ทรงอำนวยให้สร้างอย่างผสม
ไทยปนจีนตามพระราชนิยม     พระบรมราชเจ้าเจษฎา

อันว่าโบสถ์เปิดประตูไว้ด้านหลัง    มีฝรั่งเดินนำไปในเคหา
หากไม่ตามคงไม่รู้ไม่ได้มา    เพราะวัดวาเงียบเหงาเศร้าหัวใจ

นมัสการพระเทวะวิลาส    งามสะอาดแสงต้องดูผ่องใส
บุษบกที่ทรงก็งามวิไล    เหมือนอย่างในพระที่นั่งอมรินทร์

มีพระเจ้าทรงเครื่องงามเรืองรอง    เครื่องฉลองครององค์ทรงทรัพย์สิน
สายสังวาลธำมรงค์ลอออินทร์    เคยยลยินเล่าอ้างกระจ่างตา


เข้าไปที่วิหารทางทิศใต้    เขาเปิดไว้ให้คนไปไหว้สา
อริยะภิกษุณีสาวิกา     ที่หมู่หน้าชุกชีพระประธาน

ออกจากวัดแล้วเดินไปผ่านฟ้า    ล่องเรืองมาตามคลองครรลองขาน
มหานาคต่อด้วยแสนแสบซาน    ไม่ทันนานก็ลงพญาไท

เรียกว่าท่าหัวช้างตามสะพาน    เขาพาขานชื่อเล่นมาแต่ไหน
เฉลิมหล้าห้าสิบหกเป็นชื่อไว้    บนป้ายใหญ่ริมถนนตรงทางเดิน

มองไปที่ฟากฝั่งวังสระปทุม    เขียวชอุ่มรมยาน่าสรรเสริญ 
คงเป็นที่สำราญพระหทัยใด้เพลิดเพลิน   ทรงพระเจริญเทอญเจ้าฟ้าแก้วราชันย์

สยามดิสทะลุเข้าสยามเซ็น    ไปเดินเล่นหาส่องซื้อของขวัญ
ไม่ถูกใจข้ามไปพารากอนพลัน    เดินหมดวันก็หมดตัวทั่วพอดี

จำใจจากอยากแวะร้านคิโนะ    แต่ว่าโคะไม่ทันการต้องผ่านหนี
ของจำเป็นที่ต้องซื้อยังไม่มี    ก็เร่งรี่ลงเดินไปตามทาง


วัดสุดท้ายตามหมายแวะวัดปทุม    เดินดุ่มดุ่มมุ่งไปไม่รีขวาง
เขาขึงเชือกสายสิญจน์ตลอดทาง    เป็นตารางกั้นไว้ในมณฑล

พระวิหารเป็นสถานแห่งพระเสริม    งามหยาดเยิ้มปานจากฟ้าเวหาหน
พุทธลักษณ์จากล้านช้างงามยิ่งยล     ชื่นกมลชมพระแลขอพร

ไปข้างหน้าไหว้พระที่ในโบสถ์    งามเรืองโรจน์พระปฏิมาบนแท่นสร
ชุกชีเชิงชั้นมีบัญชร    ปฏิมากรนามพระสายน์สง่างาม

ขึ้นไปเดินเซ็นทรัลได้สักพัก    ไม่นานนักลงมาคนล้นหลาม
เต็มพื้นที่ลานข้างหน้าโอฬาร์ราม    สนยักษ์ตามไฟวับประดับประดา

เห็นมีหมีเกาะรางต้นคริสต์มาส    ทำเลื่อนลาดขึ้นลงให้กังขา
ว่าทำไมต้องมีหมีติดต้นมา    เอาเป็นว่าทำเฉยผ่านเลยไป

ถึงสถานแห่งพระตรีมูรติ    มีอิทธิปิยะฤทธ์ลือสมัย
เป็นรูปเจ้าสามองค์ประสิทธ์ใน    เอกดิศัยจตุรภุชพักตร์เบญจา

เคียงกันมีสถานพระคเณศ    ไอยเรศเศียรเจ้าจอมเกศา
ทรงบาศก์วชิระแลกิ่งงา    รสโอชาโมทกะลัฑฑู

ท้ายสุดข้ามไปที่บิ๊กซี    เย็นวันนี้เดินมั่วทั่วห้างหรู
ซื้อข้าวของในเมืองอันเฟื่องฟู    นับนับดูหมดไปใช่น้อยเลย

เดินเงียบเงียบเลียบทางไปชิดลม    ศาลพระพรหมยังคึกคักสว่างเผย
รูปเจ้าในศาลน้อยค่อยรำเพย    ควันธูปเชยปนกลิ่นน้ำสุคนธ์

ยกมือไหว้วันทาเทวาลัย    ครบที่ไปในวันนี้ทวีผล
ได้ไหว้พระเที่ยวเล่นแลยินยล    เจอผู้คนมากมายหลายเจตนา

ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมาก    จำใจจากทางฝันที่ใฝ่หา
ด้วยติดขัดจำต้องใช้ซึ่งเงินตรา    อันเป็นค่าตีตราในสังคม

บ้างทำฝันกันจนเป็นเงินได้    แต่ไฉนความจริงเป็นสิ่งขม
ฝันผิดเพี้ยนเปลี่ยนค่าราคาชม    ดูไม่สมสูงค่าอย่างว่าเลย

เราก็หนึ่งตัวน้อยอยู่เท่านี้    หาได้มีอะไรแค่เฉยเฉย
เป็นหนึ่งในสายธารที่ผ่านเลย    ใจเจ้าเอยน้อยใจค่าราคาตัว



วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เส้นทางหนึ่งวงรอบ จากวิเศษชัยชาญไปสุพรรณบุรี

๒๘ เมษายน ๒๕๕๖


เที่ยวเล่นให้แดดเผา



  แผนที่นี้ผมวาดขึ้นก่อนเดินทางโดยสำรวจเส้นทางจาก Google Earth แต่าดเติมเส้นทางไปวัดไทรย้อยในตำบลห้วยไผ่ทีหลัง ทำให้ได้รู้ว่าขึ้นเหนือไปต่ออีกนิดเดียวก็จะถึงค่ายบางระจันแล้ว แผนที่นี้เป็น่วนหนึ่งของเส้นทางน้ำอันซับซ้อนของลำน้ำสาขาแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้พอจะมองเห็นโครงข่ายของการคมนาคมของคนสมัยก่อนที่ใช้เส้นทางน้ำเป็นหลัก มีชุมชนตั้งอยู่ตามฝั่งน้ำโดยเฉพาะพื้นที่สำคัญอย่างจุดที่แม่น้ำสบกัน มักจะมีการสร้างสิ่งหมายตาเป็น Landmark ช้กำหนดให้รู้ว่าถึงไหนๆด้วย แต่เดี๋ยวนี้เส้นทางน้ำบางสายก็ถูกแปลงจากลำน้ำคดเคี้ยวเป็นคลองชลประทานเพื่อประโยชน์ทางการเกษตร หรือบางสายก็ตื้นเขินไปบ้างตามการเปลี่ยนแปลงไปของสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน

     ผมตื่นขึ้นมาตอนประมาณ ๖ โมงเช้า บนเตียงของเพื่อนที่บ้านบางจัก วิเศษชัยชาญ วันนี้ผมกับเพื่อนอีกสามคนจะออกเดินทางไปสุพรรณ โดยใช้เส้นทางที่จะลัดเลาะพาเราไปออกที่อำเภอสามชุก พวกเราพร้อมออกเดินทางกันตอน ๗ โมงกว่าๆ แต่เพิ่งเช้าได้ไม่นานแดดก็ร้อนจ้าซะแล้ว โอ๊ต เจ้าของบ้านและเจ้าของรถ ขับรถพาเราไปที่วัดขุนอินทประมูลเป็นแห่งแรก วัดนี้เดิมเป็นโบราณสถานอยู่กลางทุ่งแต่ถูกบูรณะขึ้นใหม่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดอ่างทอง ตอนที่พวกเราเข้าไปเห็นว่ามีการซ่อมแซมตั้งนั่งร้านทาสีองค์พระอยู่ เราเลยไหว้พระกันจากในรถแล้วกลับออกมา เพราะเขาทำที่จอดรถไว้ข้างหน้าองค์พระนอน เลยสามารถขับรถเข้าไปถึงองค์พระได้โดยสะดวก

ออกจากวัดขุนอินทประมูลเราก็มุ่งหน้าไปยังอำเภอแสวงหา เราจอดรถถามทางจากแม่ค้าแถวๆหน้าวัดแสวงหา เพื่อตามหาวัดร้างที่อยู่ในเขตอำเภอนี้ เราเข้าไปหลงทางอยู่ในซอยหลังวัดแสวงหาอยู่นาน จนในที่สุดก็ต้องกลับออกมาตั้งต้นกันใหม่เพราะเข้าใจผิดว่าวัดร้างที่เราจะไปอยู่ในตัวอำเภอ แต่จากการที่เข้าใจผิดก็ทำให้เราได้ข้อมูลจากชาวบ้านว่าในโรงพยาบาลแสวงหาเดิมมีวัดร้างอยู่แห่งหนึ่ง มีลักษณะเป็นโคกของฐานอาคารแต่โดนไถปรับพื้นที่ไปแล้ว ตอนไถนั้นชาวบ้านบอกว่าได้พระพุทธรูปจำนวนมาก เรากลับออกมาตั้งต้นหาข้อมูลกันอีกครั้งที่หน้าวัดแสวงหา วัดที่เราจะไปคือวัดไทรย้อย ที่อยู่ในตำบลห้วยไผ่ ซึ่งต้องขับรถออกจากตัวอำเภอไปทางตะวันออกราวๆ ๒ กิโลเมตรแล้วเลี้ยวซ้าย พวกเราขับรถไปตามเส้นทางที่คนแถวนั้นบอกแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลียบลำน้ำแคบๆสายหนึ่งที่คดเคี้ยวขึ้นไปทางเหนือ ที่จริงผมสำรวจเส้นทางจากแผนที่ทางอากาศแล้ววาดใส่กระดาษมา หากแต่ไม่ได้วาดให้ไกลออกมาจากอำเภอแสวงหาขนาดนี้

กว่าพวกเราจะมาถึงอำเภอห้วยไผ่ก็ตอน ๙ โมงครึ่ง แวะถามทางจากชาวบ้านอีกสองครั้งก็เจอวัดไทรย้อย ซึ่งเป็นวัดร้างอยู่ในหมู่บ้านที่ตั้งขนาบลำน้ำเป็นกลุ่มใหญ่ ตัววัดเหลืออาคารอยู่เพียงหลังเดียวมีลักษณะคล้ายอย่างอุโบสถหรือวิหารในสมัยอยุธยาตอนปลาย รอบๆอาคารเพิ่งจะได้รับการแผ้วถางไม่นาน ร่องรอยการปรับพื้นที่ยังดูใหม่ๆอยู่ ตัวอาคารก็ได้รับการถอนวัชพืชและสร้างเพิงง่ายๆสำหรับใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ด้านบน เพราะจากภาพถ่ายที่พี่ฎั๊วได้นำออกมาเสนอในกลุ่ม Art Historian ของ Facebook ตัววัดดูรกร้างมากกว่านี้ ตอนแรกยังคิดว่าอยู่กลางทุ่งนอกชุมชน
บริเวณรอบๆตัวอาคารไม่พบใบเสมาที่จะใช้บ่งชี้ได้ว่าเป็นพระอุโบสถ บางทีอาจจะถูกถอนไปใช้ผูกใหม่ที่วัดแถวๆนี้ก็ได้ มีกองอิฐเป็นแนวเหลืออยู่นิดหน่อยสันนิษฐานว่าจะเป็นกำแพงแก้ว

ภาพด้านสกัดหลังหรือผนังด้านหลังของอาคาร มีช่องหน้าต่างเจาะช่องโค้งโดยก่ออิฐแบบเหลื่อมชนเป็นอาคารทรงคฤห์ เดิมคงมีหน้าบันและหน้าบันปีกนกทำด้วยไม้

ทางด้านหน้าของอาคารหันไปทางทิศตะวันออก มีประตูเป็นช่องทางเข้าเพียงทางเดียว แต่ผนังพังเสียหายมากกว่าทางด้านหลังมาก เข้าใจว่าบันไดเป็นของทำใหม่ เพราะการซ่อมแซมเพื่อจะใช้งานอาคารหลังนี้ จึงมีการถมพื้นด้านในสูงประมาณแนวฐานปัทม์ ซึ่งก็คือระดับกรอบธรณีล่างของช่องหน้าต่าง นับว่าสูงกว่าระดับพื้นจริงของอาคารพอสมควร


กระเบื้องเชิงชายที่พบบริเวณอาคาร ทำให้รู้ได้ว่าแต่ก่อนอาคารหลังนี้มุงด้วยกระเบื้องกาบ
ผนังแปรหรือผนังด้านข้างอาคารทั้งสองด้าน มีร่องรอยของการเจาะช่องหน้าต่างที่กึ่งกลางด้านละ ๑ ช่อง น่าจะเป็นช่องลักษณะเดียวกับช่องที่สกัดหลัง

พวกเราออกจากบ้านห้วยไผ่มาตามเส้นทางเดิม ในลำน้ำที่แห้งเกือบขอดมีชาวบ้านสองสามคนกำลังเหวี่ยงแหจับปลา โอ๊ตบอกว่าที่บ้านมันไปเหวี่ยงแหแบบนี้ทีเดียวก็ได้ปลาตัวเล็กๆมาทอดกินเยอะแยะ เรากลับเข้าไปในอำเภอแสวงหาแล้วผ่านหน้าอำเภอมุ่งหน้าไปทางตะวันตก จุดหมายปลายทางของเราคือข้าวเที่ยงที่ตลาดสามชุก เราใช้เวลาระหว่างการเดินทางฟังเพลงและคุยเล่นกันเกี่ยวกับอะไรที่เห็นข้างทาง อั้มเห็นนกฝูงหนึ่งบินวนอยู่เหนือพุ่มไม้กลางทุ่งจึงชี้ให้เราดู โอ๊ตบอกว่ามันคือนกปากห่างที่กินหอยเชอรี่ มันชอบเกาะอยู่บนต้นไม้เดียวกันทั้งฝูงจนต้นไม้ตายไปเป็นต้นๆ มัวแต่พูดถึงนกทำให้ไม่ได้ดูทางจนกลัวจะเลยทางแยกที่บ้านดอนปรู ต้องจอดถามทางเพื่อความมั่นใจ

๑๑ โมงมาถึงสามชุก จอดรถไว้ข้างถนนแล้วเดินข้ามสะพานเข้าไปในตลาด โอ๊ตถามผมว่าแม่น้ำนี้คือแม่น้ำอะไร ผมตอบไปว่าแม่น้ำสุพรรณ แต่อั้มเถียงว่าแม่น้ำท่าจีนมีหลักฐานคือชื่อแม่น้ำในGPS แม่น้ำสายนี้น่าสนใจตรงที่มีหลายชื่อ จุดที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาเรียกปากคลองมะขามเฒ่า ผ่านสุพรรณบุรีก็เรียกแม่น้ำสุพรรณบุรี ผ่านนครปฐมเรียกแม่น้ำนครชัยศรี พอถึงปากน้ำเรียกแม่น้ำท่าจีน
เคยมีการตั้งข้อสังเกตในวงสนทนาผ่าน Facebook ว่าเดิมทีการเรียกชื่อแม่น้ำของคนลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งใช้แม่น้ำลำคลองในการเดินทางจะกำหนดเรียกชื่อแม่น้ำจากเมืองที่แม่น้ำสายนั้นผ่าน แม่น้ำจึงไม่ได้มีหลายชื่อเพียงแต่เห็นก็เรียกแม่น้ำหมดส่วนที่ขุดขึ้นมาก็เรียกเป็นคลอง ไหลผ่านเมืองไหนก็เรียกชื่อตามเมืองนั้นเป็นสำคัญ เพราะมุมมองของชาวบ้านที่ใช้เส้นทางแต่โบราณมองกันตามสภาพตาเห็น ไม่ได้มองลงมาจากฟ้าเหมือนเวลาเราดูแผนที่สมัยนี้ ดังนั้นในแผนที่ของชาวฟรั่งเศษที่เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงเรียกแม่น้ำเจ้าพระยาว่า Menam ตลอดสาย

พวกเราใช้เวลากินข้าวและเที่ยวเล่นกันในตลาดสามชุกจนเกือบบ่ายโมง วันนี้ตลาดมีคนมาเที่ยวเยอะมากพอดูแถมอากาศยังร้อนอบอ้าว แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางความเฮฮาของเราแต่อย่างไร พวกเราสี่คนได้ของที่ระลึกติดมือกันมาทุกคน หลังจากออกจากสามชุกเราก็มุ่งลงใต้ไปทางศรีประจันต์ ถนนที่สุพรรณเขาดีจริงวิ่งรถแปบเดียวก็มาถึงวัดไก่เตี้ย เมื่อกลับรถแล้วก็เข้าไปในซอย พอเลยประตูวัดไปหน่อยก็มองเห็นเจดีย์องค์น้อยโดดเดี่ยวอยู่ริมทุ่งนาแห้งๆนอกวัด เจดีย์วัดไก่เตี้ยเป็นเจดีย์ที่มีสัดส่วนดูสูงชะลูดคล้ายหอคอย เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเจดีย์กลุ่มนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเจดีย์ของทางสุพรรณบุรี องค์เจดีย์มีเรือนธาตุในผังแปดเหลี่ยม มีซุ้มประดับปูนปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้าในอิริยาบทต่างๆ แต่เสียหายไปมากแล้วหลงเหลือเค้าโครงอยู่เพียงบางด้านเท่านั้น ด้านบนเทินองค์ระฆังมีบัลลังก์กลมแล้วก็ชำรุดไป เจดีย์องค์นี้เป็นหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่ใช้กำหนดอายุงานศิลปะในสมัยอยุธยาตอนต้น (ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐) โดยอาศัยทั้งรูปแบบและลวดลายปูนปั้นที่ปรากฏบนเจดีย์องค์นี้ ฝั่งตรงข้ามมีท้องนาที่เพิ่งปักกล้า พวกเราเดินไปถ่ายรูปเล่นกันนิดหน่อยแล้วก็ออกเดินทางไปกันต่อ อยู่บนรถทุกคนบ่นว่าร้อนสนแสบผิวไปตามๆกัน

เจดีย์วัดไก่เตี้ยมีชุดฐานแปดเหลี่ยมซ้อนลดขนาดกันขึ้นไปสามชุด รองรับเรือธาตุที่มีช่องเป็นซุ้มจระนำทั้งแปดด้าน

ซุ้มจระนำประดับปูนปั้นรูปพระลีลา มีลวดลายปูนปั้นประดับฐานแปดเหลี่ยมที่รองรับชั้นเรือนธาตุหลงเหลือให้เห็น มีลายแถบหน้ากระดาน และลายกลีบบัวบรรจุลายประดับ
ชั้นเรือนธาตุคือบริเวณส่วนกลางของเจดีย์ มีนัยว่าเป็นเรือนหรือห้องๆหนึ่ง มีซุ้มจระนำทำหน้าที่อย่างประตูหรือหน้าต่าง เป็นการเพิ่มมิติที่สมมุติให้เห็นว่ามีอะไรอยู่ด้านในนั้น



หลังออกมาจากวัดไก่เตี้ยเราก็ไปกลับรถขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำสุพรรณ แล้ววิ่งตามถนนที่ลัดเลาะลงใต้ไปตามแม่น้ำฝั่งตะวันตก พากันคุยเล่นไปเพลินๆจนถึงวัดหน่อพุทธางกูรแล้วจึงตั้งสติมองหาวัดสารภี ไม่นานนักก็เห็นวัดสารภีอยู่ทางซ้ายมือเลยให้โอ๊ตจอดรถ แล้วผมก็เข้าไปถามหาเจดีย์วัดพระอินทร์จากชาวบ้านแถวนั้น ชาวบ้านบอกทางให้เรากลับรถแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอยเล็กๆ ในซอยดูเปลี่ยวๆแต่ก็มีบ้านคนปลูกอยู่บ้าง ผมแลเห็นยอดเจดีย์ในพุ่มไม้แต่ชี้ให้ใครดูก็ไม่เห็น เราเลี้ยวเลาะเข้าไปตามทางที่ยิ่งดูรกหนักกว่าเดิม พอถึงหน้าเจดีย์ก็พบว่ามีรถมอเตอร์ไซค์จอดอยู่คันหนึ่ง แต่แดดด้านนอกน่าจะร้อนมากจึงไม่มีใครมีทีท่าว่าอยากลงจากรถ มีผู้ชายคนหนึ่งเดินไปมาอยู่แถวๆเจดีย์ แต่พอผมลงจากรถเขาก็เดินมาที่รถมอเตอร์ไซค์แล้วขับออกไปทันที บอลลงจากรถตามผมมาแล้วเดินเข้าไปดูเจดีย์ใกล้ๆ จึงเห็นว่าทางเจดีย์ด้านทิศใต้มีรอยถูกทุบทำลายใหม่ๆ คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของผู้ชายคนเมื่อสักครู่นี้ ผมเดินวนไปทางด้านตะวันออกของเจดีย์เห็นมีร่องรอยของอาคารคล้ายว่าจะเป็นวิหาร ถัดออกไปรอบๆเหมือนจะมีคูน้ำด้วยแต่พื้นที่ก็รกนักข้ามออกไปไม่ได้ ตัวเจดีย์มีลักษณะเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยมบนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม ตัวเรือนธาตุอยู่ในผังแปดเหลี่ยมมีซุ้มจระนำอยู่ในทิศหลักทั้งสี่ เหนือเรือนธาตุขึ้นไปคล้ายว่าเทินฐานอีกหนึ่งชุด เป็นฐานแปดเหลี่ยมยกท้องไม้แบ่งเป็นช่องๆ เหนือขึ้นไปมีมาลัยเถารองรับองค์ระฆังและใช้บัลลังก์แปดเหลี่ยม ส่วนยอดขึ้นไปหักหาย ระเบียบของเจดีย์องค์นี้แปลกกว่าที่เคยเห็นไปอีกแบบหนึ่ง ต้องไปลองหาตัวอย่างอื่นมาลองๆเทียบดูอีกที


เจดีย์วัดพระอินทร์จากทางทิศเหนือ มีบอลช่วยยืนกะขนาดให้คร่าวๆ
ภาพจากทางด้านทิศใต้ จากในภาพถ่ายเก่าเจดีย์องค์นี้ถูกทุบทำลายจนยับเยินมามาก ก่อนที่จะถูกบูรณะจนมีสภาพเรียบร้อยอย่างในปัจจุบัน แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่เจดีย์ไม่พังทลายไปเสียก่อน แม้ว่าผลจากการบูรณะอาจจะทำให้เกิดสัดส่วนและรูปทรงที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง



    
ลวดลายปูนปั้นที่เหลืออยู่เล็กน้อยบริเวณซุ้มจระนำของเรือนธาตุทางทิศตะวันตก มีลักษณะคล้ายประตูหลอกหรืออาจจะเป็นแกนของพระปูนปั้น ที่เสากรอบประตูมีลายปูนปั้นเป็นบัวหัวเสาและลายหน้ากระดาน ลักษณะลายเป็นตัวกลางของประจำยามก้ามปู เทียบตัวอย่างงานแล้วน่าจะราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ส่วนที่จระนำด้านทิศใต้เหลือเค้าโครงพระพุทธรูปอยู่นิดหน่อย


          วัดพระอินทร์  เป็นวัดร้าง อยู่ตรงข้ามวัดสารภี บ้านหัวเวียง ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง ฯ ไม่อาจสืบหาประวัติได้ เป็นวัดนอกกำแพงเมืองสุพรรณบุรี ทางด้านทิศเหนือ สันนิษฐานว่าสร้างสมัยอู่ทอง
                -  เจดีย์  เหลืออยู่เพียงองค์เดียว และเนื้อที่โบราณสถานเพียงรอบองค์เจดีย์ เชิงฐานเจดีย์เป็นสี่เหลี่ยม มีซุ้มสี่ด้าน เหนือขึ้นไปเป็นองค์หกเหลี่ยมสัณฐานระฆังขนาดเล็ก องค์เจดีย์ก่อด้วยอิฐเผาสอดรับด้วยมโนศิลา มีลวดลายปูนปั้นเป็นลายเครือเถา บริเวณรอบ ๆ มีชิ้นส่นพระพุทธรูปหินทรายอยู่จำนวนหนึ่ง สภาพองค์เจดีย์แตกออกเป็นสองเสี่ยง เอนลงทางด้านทิศใต้  ต้องมีการค้ำยันเอาไว้ ยังไม่ได้บูรณะ รอบองค์เจดีย์รกเป็นป่า ไม่มีทางเข้าออก
ข้อมูลจาก http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity/suphanburi7.htm 

เมื่อเข้ามาในเขตกำแพงเมืองเก่าสุพรรณก็แลเห็นปรางค์วัดมหาธาตุได้ถนัด ผมให้โอ๊ตเลี้ยวขวาไปทางตะวันตก เพื่อจะหาเจดีย์องค์หนึ่งที่เห็นได้จากแผนที่ทางอากาศ เลี้ยวไปมั่วซั่วก็เห็นว่ามีเจดีย์อยู่จริง เป็นเจดีย์ทรงระฆังไม่ชะลูดสูงเพราะไม่มีเรือนธาตุ ตั้งอยู่ริมลานคอนกรีตกว้างๆในรั้วของพื้นที่เอกชน ที่ประตูรั้วทางเข้าไปในลานคอนกรีตมีบ้านเช่าที่ดูเงียบเหงา มีเด็กผู้ชายนอนทำการบ้านอยู่เลยเข้าไปบอกกว่าว่าจะไปดูเจดีย์ เขาก็พยักหน้าเออออตอบกลับมา แต่พอเข้าไปถึงเจดีย์ก็ไม่มีใครอยากจะลงไปกับผมเลยเพราะแดดร้อนมาก ยิ่งมันสะท้อนพื้นคอนกรีตก็ยิ่งร้อนอย่างกับไฟเผา ผมลงไปถ่ายรูปอยู่ไม่ถึงห้านาทีก็กลับขึ้นรถ ใกล้ๆกับเจดีย์มีโรงเรือนขนาดใหญ่ คล้ายเป็นสำนักเกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์

บริเวณเจดีย์มีป้ายเก่าๆบอกชื่อวัดเถลไถลแบบลางๆ ซึ่งก็น่าจะได้รับการบูรณะตกแต่งแล้ว มีสัณฐานเป็นเจดีย์บนฐานแปดเหลี่ยมซ้อนหลั่นกันสามชั้นรองรับองค์ระฆังในผังกลม มีบัลลังก์แปดเหลี่ยม


ไปกันต่อจนถึงคูเมืองด้านตะวันตก เมื่อข้ามคูเมืองออกมาแล้วเราก็เลาะฝั่งคูน้ำไปทางใต้ โอ๊ตจอดให้ผมถ่ายรูปเกาะในคูเมืองซึ่งเดิมคงเป็นป้อมปราการอย่างที่ กำแพงเพชร บางป้อมมีร่องรอยการขุดแต่งทางโบราณคดีด้วย ส่วนแนวกำแพงเมืองยังพอเหลือให้เห็นอยู่ขนาบไปตามแนวคูด้านใน การที่กำแพงเมืองสุพรรณบุรีโดนรื้อทำลายนั้นก็เป็นเพราะในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ มีรับสั่งให้รื้อกำแพงเมืองสุพรรณบุรี ลพบุรี และนครนายกออก เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกใช้เป็นฐานที่มั่นในการวางกำลังล้อมกรุงศรีอยุธยา ในปัจจุบันร่องรอยของคูเมืองเหลืออยู่ทางฟากตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณข้างเดียว ซึ่งจากภาพถ่ายทางอากาศเก่าปรากฏว่ามีร่องรอยของแนวคูเมืองทางฟากตะวันออกด้วย แต่เนื่องจากตัวเมืองสุพรรณบุรีในสมัยนี้ตั้งอยู่ทางฟากตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณ เมื่อมีการใช้พื้นที่มาต่อเนื่องทำให้ร่องรอยของคูเมืองสุพรรณทางด้านนั้นเลือนหายไป โดยจากลักษณะของเมืองสุพรรณบุรีแต่เดิมจึงเป็นเมืองที่สร้างคร่อมลำน้ำเอาไว้แบบเดียวกับเมืองพิษณุโลก และนับได้ว่าเป็นเมืองขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เกาะป้อมเกาะแรกนับจากทางทิศเหนือของคูเมืองด้านตะวันตก

วัดมรกต หรือ วัดอมรโกฏิ เป็นวัดร้างอยู่ทางใต้ห่างออกมาจากเขตเมืองเก่าสุพรรณบุรี ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ของสนามโรงเรียนกีฬาสุพรรณบุรีแห่งที่ ๒ พื้นที่ของโบราณสถานถูกรบกวนน้อยและไม่ดูเปลี่ยวร้างจนเกินไป การที่มีสนามกีฬามาตั้งอยู่ด้วยที่นี่จึงถือเป็นเรื่องดี ตัววัดสร้างขึ้นในแนวแกนตะวันออก-ตะวันตก มีเจดีย์แปดเหลี่ยมเป็นศูนย์กลางของพุทธาวาสมีระเบียงคดล้อมรอบเจดีย์อยู่ด้วย ด้านหน้าเป็นวิหารหันไปทางทิศตะวันออกแต่ถูกถนนคอนกรีตตัดทับไปส่วนหนึ่ง มีซากพระพุทธรูปหินทรายให้เห็นจำนวนมาก ข้างๆมีคูน้ำแต่ตอนที่ดูยังกำหนดสัณฐานไม่ได้ชัดนักว่าจงใจจะขุดอย่างไร ดูคล้ายว่าอาจจะขุดคูล้อมส่วนเจดีย์กับวิหารไว้แต่ก็ไม่แน่ใจ ด้านทิศตะวันตกมีอุโบสถพบใบเสมาหลายใบหักทิ้งไว้บางใบเหลือลายจำหลักจางๆ อาคารด้านนี้ยังไม่ได้รับการขุดแต่งให้เรียบร้อย จึงพบร่องรอยที่ดูดิบๆแบบจมดินกว่าทางวิหาร มีชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายขนาดใหญ่พอสมควรหน้าตักกว่า ๑ เมตรครึ่ง แต่ไม่มีส่วนเศียรเหลือเลย หน้าฝนทางด้านนี้คงจะรกชัฏทีเดียวแต่หน้าร้อนแบบนี้เดินได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็แสบตัวไปหมด กลับขึ้นรถไปก็นึกได้ว่าลืมมองหากระเบื้องมุงหลังคา แต่มีคนรออยู่บนรถถึงสามชีวิตด้วยความหิว จึงว่าจะแวะหาอะไรกินกันในเมืองสุพรรณแล้วค่อยไปต่อ

วัดอมรโกฏิจากมุมตะวันตกเฉียงเหนือ เห็นเป็นระเบียงคดสร้างล้อมเจดีย์อยู่ด้วย ลักษณะเป็นระเบียงคดแบบมีพระพุทธรูปนั่งหันหลังล้อมเจดีย์ซึ่งด้านในเป็นผนังปิด ส่วนผนังอีกข้างด้านที่พระพุทธรูปหันหน้าออกเป็นด้านเปิด มีแนวเสาที่ใช้รองรับเครื่องหลังคา ที่มุมยื่นเป็นเก็จเลยออกมาใช้เป็นห้องประดิษฐานพระพุทธรูป เช่นเดียวกับที่กึ่งกลางแต่ละด้านก็ยกเป็นเก็จออกมาเช่นกัน
ชิ้นส่วนหน้าตักพระพุทธรูปหินทราย เทียบขนาดกับลูกเบสบอลที่ตกอยู่ข้างๆ


ใบเสมาหินทรายซึ่งอาจจะพอใช้กำหนดอายุได้ว่า พระอุโบสถสร้างในสมัยอยุธยาตอนกลาง













เจดีย์วัดอมรโกฏิเป็นเจดีย์ที่แปลกไปอีกแบบหนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มเจดีย์แปดเหลี่ยมทรงสูง มีฐานซ้อนหลั่นขึ้นไปสี่ชั้น ชั้นที่สามนั้นมีร่องรอยการประดับช่องท้องไม้เหลืออยู่ องค์ระฆังอยู่ในผังกลมและมีบัลลังก์แปดเหลี่ยม ที่แปลกไปคืเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยมทรงสูงที่ไม่มีเรือนธาตุอย่างที่พบเห็นมาในวันนี้

       วัดมรกต  ตั้งอยู่ที่ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง ฯ  อยู่กลางทุ่งหลังวัดกุฎีทอง วัดนี้บางท่านเรียกวัดอมรโกฏิ หรือวัดมรโกฏิเป็นวัดร้าง ไม่อาจค้นคว้าหาประวัติได้  เป็นวัดนอกกำแพงเมืองสุพรรณบุรีทางด้านทิศใต้  สันนิษฐานว่าเป็นวัดสมัยอู่ทอง (พุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๙)
                -  เจดีย์  เป็นวัดร้างเหลืออยู่เพียงองค์เดียว บริวารสถานอื่น ๆ เหลือจำเพาะแต่แนวอิฐ นอกนั้นยังมีชิ้นส่วนของพระพุทธรูปหินทราย อยู่จำนวนหนึ่ง องค์เจดีย์ก่อด้วยอิฐเผามีศิลาแลงปนอยู่ สอดรับมโนศิลาฐานแปดเหลี่ยม องค์ระฆังเล็กไม่มีบัลลังก์ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะอู่ทอง องค์เจดีย์มีความสูงสมบูรณ์พอสมควร สร้างอยู่บนเนินน้ำท่วมไม่ถึง 
 ข้อมูลจาก http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity/suphanburi7.htm 

พวกเรา พักเบรคกันที่ปั๊มน้ำมันราวๆ ๔๐ นาที แล้วไปทางนอกเมืองฝั่งตะวันออกเพื่อไปดูเจดีย์วัดสนามชัย ประมาณ ๔ โมงครึ่งแดดร่มลมตกอากาศสบายๆเราก็มาถึงวัดสนามชัย วัดนี้ก็จัดการค่อนข้างดีเพราะเป็นสวนสาธารณะมีสนามฟุตบอลกว้างๆอยู่ทางทิศใต้ของโบราณสถาน บอลเลยบอกว่าน่าจะเรียกว่าวัดสนามบอลมากกว่า วัดสนามชัยมีเจดีย์สัณฐานหลายเหลี่ยมขนาดใหญ่ มีระเบียงคดล้อมรอบด้วย ปัจจุบันได้รับการขุดแต่งไว้เรียบร้อยแต่ก็ยังเห็นร่อยรอยของการขุดทำลายของมิจฉาชีพได้ชัดเจน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เจดีย์พังทลายลงมาไม่ใช่ฝีมือของพม่ารามัญแต่อย่างใด มีทางเข้าที่เปิดไว้ให้เราเข้าไปดูกรุกลางเจดีย์ซึ่งเป็นที่เก็บพระธาตุสำคัญ ผมใช้เวลาดูวัดนี้ได้ไม่นานเพราะเมฆก้อนใหญ่ทางทิศตะวันตกทำให้ฟ้าปิดเร็วก่อนกำหนด เราจึงพากันออกมาไปตามหาทางเข้าวัดแร้ง แต่เพราะหลงทางจึงแวะถ่ายรูปเล่นกันแถวยุ้งฉางใต้ต้นตาลของชาวบ้านแถวนั้น จนเจ้าของบ้านออกมาถามว่ามาทำอะไร พวกเราจึงได้ทีถามทางไปวัดแร้ง

เจดีย์วัดสนามชัยจากบริเวณมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะเห็นระเบียงคดที่ล้อมรอบและส่วนชุกชีของอาคารทางทิศตะวันตกที่เกยล้ำเข้าไปในแนวระเบียงคด ส่วนทางทิศตะวันออกมีอาคารอีกหนึ่งหลังซึ่งสร้างอยู่ในแนวแกน คล้ายว่าเป็นอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย





ลวดลายปูนปั้นที่หลงเหลืออยู่บนเสาเก็จด้านบน ทำให้คิดว่าเจดีย์องค์นี้น่าจะสร้างขึ้นราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑?




โอ๊ตกับบอลจากอาคารทางทิศตะวันตก














 วัดสนามชัย  ตั้งอยู่ที่ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง เป็นวัดร้างที่ปรากฏชื่อให้ทราบจากพงศาวดารเหนือ กล่าวถึงพระเจ้าการรดให้มอญน้อยออกไปสร้างวัดสนามชัย (พ.ศ.๑๗๐๖) เป็นวัดนอกกำแพงเมืองสุพรรณบุรี อยู่ทางฝั่งตะวันออก ห่างจากแม่น้ำประมาณหนึ่งกิโลเมตร
                -  เจดีย์  เหลืออยู่เพียงองค์เดียว เจดีย์บริวารทรงสัณฐานเป็นเจดีย์ ๑๖ เหลี่ยม เป็นเจดีย์ที่สร้าง และซ่อมถึงสามสมัยจากสมัยทวาราวดีถึงสมัยอยุธยา  ลักษณะพิเศษของเจดีย์องค์นี้คือ มีคูหาภายในองค์เจดีย์บรรจุอัฐิอยู่เป็นจำนวนมาก สันนิษฐานว่า เป็นอัฐิทหารในสงครามครั้งใดครั้งหนึ่ง เจดีย์นี้จึงได้ชื่อว่า เจดีย์ทหารนิรนาม  ซากบริวารสถานอันประกอบด้วยซากพระอุโบสถอยู่ทางด้านตะวันออก และซากวิหารอยู่ทางด้านตะวันตกของเจดีย์ประธาน เชื่อมต่อกันโดยตลอด มีกำแพงแก้วรายรอบ  ปัจจุบันองค์เจดีย์และบริวารสถานได้รับการบูรณะ อาณาบริเวณได้ขุดร่องน้ำโดยรอบ
 ข้อมูลจาก http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity/suphanburi7.htm

เราเลี้ยวมั่วๆเข้าไปในซอยจนเห็นยอดเจดีย์วัดแร้งอยู่ในดงกล้วย ผมจึงให้โอ๊ตจอดรถรออยู่ข้างนอกแล้วเดินเข้าไปดูวัดแร้งกับบอล ทางทิศตะวันออกก่อนเข้าถึงเจดีย์เป็นพื้นที่ของชาวบ้านที่ใช้ปลูกกล้วย แต่ดินแล้งต้นกล้วยจึงตายไปหลายต้นแล้ว บนพื้นดินมีอิฐแตกหักเกลื่อนเจอเศษกระเบื้องกาบด้วย ด้านนี้คงเป็นหน้าวัดมาแต่เดิมน่าจะเป็นที่ตั้งของวิหาร เจดีย์วัดแร้งตั้งอยู่บนฐานไพทีจตุรัสมีเจดีย์บริวาร เดิมน่าจะมีผังสมมาตรโดยมีเจดีย์ประจำมุม? และเห็นว่ามีซากอิฐก่อยื่นแปลกอยู่ทางตะวันตกอาจจะเป็นซุ้มจระนำสำหรับไว้พระพุทธรูป ปัจจุบันวัดแร้งได้รับการขุดแต่งแล้วและเหมือนจะมีถนนตัดเข้ามาถึงวัดได้ทางตะวันตก จากทำเลที่ตั้งของวัดแร้งนี้ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ห่างจากกำแพงเมืองมาช่วงระยะหนึ่ง ทำให้ชวนให้คิดว่าวัดนี้คือวัดอันเป็นเขตอรัญิกของเมืองตามแบบแผนของลังกา ซึ่งเทียบได้กับวัดอรัญญิกของพิษณุโลกและวัดพระรูปของเมืองเพชรบุรี ฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆเราจึงรีบออกมาแล้วไปแวะดูเจดีย์วัดการ้องหน่อยหนึ่ง ก่อนจะมุ่งหน้ากลับอ่างทองโดยถนนเส้นสุพรรณบุรี-ป่าโมก วันนี้เราปิดทริปกันด้วยกุ้งเผาที่ตลาดกลางฯ อยุธยา

บริเวณไร่กล้วยของชาวบ้านทางทิศตะวันออกของเจดีย์วัดแร้ง

เจดีย์วัดแร้งเป็นเจดีย์บนฐานสี่เหลี่ยมยกสูง รองรับชุดฐานแปดเหลี่ยมซ้อนหลั่นกันสามชั้น แล้วเป็นฐานกลมดูคล้ายมาลัยเถาแล้วจึงเป็นองค์ระฆัง  และใช้บัลลังก์กลมรองรับส่วนยอด




























เจดีย์วัดการ้องอยู่ห่างจากวัดสนามชัยมาทางทิศตะวันตก ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆัง แต่เนื่องจากถูกทำลายไปจนเสียหายมากจึงมีการซ่อมแซมใหม่จนมีสภาพอย่างในปัจจบัน
 
วัดแร้ง (วัดแดง)  เป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดสนามชัย ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง ฯ บางท่านเรียกว่า วัดแดงร้าง ไม่ทราบประวัติการสร้าง สันนิษฐานว่าเป็นวัดสมัยอยุธยาตอนต้น
                -  เจดีย์  เหลือเจดีย์อยู่เพียงองค์เดียว ไม่ปรากฎซากบริวารสถานอื่น ๆ แต่มีเศษอิฐเกลื่อนบริเวณ เป็นเจดีย์ทรงกลม สกุลช่างอยุธยาตอนต้น สภาพเจดีย์ยังมั่นคงแข็งแรง บรเวิณรอบองค์เจดีย์มีพื้นที่พอสมควร และมีน้ำอยู่โดยรอบ 

วัดการ้อง  เป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ในเขตตำบลสนามชัย อำเภอเมือง ฯ อยู่ทางด้านตะวันตกของวัดสนามชัย ไม่ปรากฎหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด สันนิษฐานว่าเป็นวัดสมัยอยุธยาตอนต้น
 ข้อมูลจาก http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity/suphanburi7.htm 
.....................................................................

อ้างอิง
จุมพล เพิ่มแสงสุวรรณ.  (๒๕๔๗).  พระอุโบสถและพระวิหารที่ได้รับอิทธิพลตะวันตกสมัยอยุธยาตอนปลาย. ใน วารสารหน้าจั่ว ฉบับประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑.  กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พรินติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

ประภัสสร์ ชูวิเชียร (ดร.). (๒๕๕๔).  ลวดลายบางแบบบนใบเสมาที่วัดค้างคาว จังหวัดนนทบุรี. ใน ประมวลผลงานด้านประวัติศาสตร์ศิลปะของ ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม.  กรุงเทพมหานคร: เอราวัณการพิมพ์.

รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง (ผศ.ดร.). (๒๕๕๔).  มองเจดีย์แปดเหลี่ยมหาความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรหริภุญชัยกับบ้านเมืองในภาคกลางก่อนกรุงศรีอยุธยา. เล่มเดียวกัน.

ศักดิ์ชัย สายสิงห์ (ศ.ดร.). (๒๕๕๔).  วัดใหญ่ชัยมงคล ที่มาและข้อสันนิษฐานของชื่อวัด. เล่มเดียวกัน.

สันติ เล็กสุขุม (ศ.ดร.).  (๒๕๔๗).  กระหนกในดินแดนไทย (พิมพ์ครั้งที่ ๓).  กรุงเทพมหานคร: เมืองโบราณ.

สันติ เล็กสุขุม (ศ.ดร.).  (๒๕๕๐).  ศิลปะอยุธยา : งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน (พิมพ์ครั้งที่ ๓).  กรุงเทพมหานคร: เมืองโบราณ.

สมคิด จิระทัศนกุล (ผศ.).  (๒๕๔๖).  คติ สัญลักษณ์ และความหมายของ "ซุ้มประตู-หน้าต่างไทย"  (พิมพ์ครั้งที่ ๑).  กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พรินติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
 ......................................................................................

ขอบคุณ : 
โอ๊ต ภาณุวัฒน์, บอล พงษ์เทพ และอั้ม ยาดา ผู้ร่วมเดินทาง
พี่ฏั๊ว ปติสร และพี่เซีย เอเซีย ที่ให้ข้อมูลการเดินทาง





อั้ม บอลและโอ๊ต ที่ช่องประตูวัดไทรย้อย แสวงหา

โอ๊ต อั้มและผม ที่ช่องหน้าต่างที่ผนังแปรวัดไทรย้อย แสวงหา

 ...................................................................................................................
 

ภาพสันนิษฐาน วัดไทรย้อย(ร้าง) ตำบลห้วยไผ่ : เพิ่มเมื่อ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖


.............................................................................................................................