วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เส้นทางหนึ่งวงรอบ จากวิเศษชัยชาญไปสุพรรณบุรี

๒๘ เมษายน ๒๕๕๖


เที่ยวเล่นให้แดดเผา



  แผนที่นี้ผมวาดขึ้นก่อนเดินทางโดยสำรวจเส้นทางจาก Google Earth แต่าดเติมเส้นทางไปวัดไทรย้อยในตำบลห้วยไผ่ทีหลัง ทำให้ได้รู้ว่าขึ้นเหนือไปต่ออีกนิดเดียวก็จะถึงค่ายบางระจันแล้ว แผนที่นี้เป็น่วนหนึ่งของเส้นทางน้ำอันซับซ้อนของลำน้ำสาขาแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้พอจะมองเห็นโครงข่ายของการคมนาคมของคนสมัยก่อนที่ใช้เส้นทางน้ำเป็นหลัก มีชุมชนตั้งอยู่ตามฝั่งน้ำโดยเฉพาะพื้นที่สำคัญอย่างจุดที่แม่น้ำสบกัน มักจะมีการสร้างสิ่งหมายตาเป็น Landmark ช้กำหนดให้รู้ว่าถึงไหนๆด้วย แต่เดี๋ยวนี้เส้นทางน้ำบางสายก็ถูกแปลงจากลำน้ำคดเคี้ยวเป็นคลองชลประทานเพื่อประโยชน์ทางการเกษตร หรือบางสายก็ตื้นเขินไปบ้างตามการเปลี่ยนแปลงไปของสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน

     ผมตื่นขึ้นมาตอนประมาณ ๖ โมงเช้า บนเตียงของเพื่อนที่บ้านบางจัก วิเศษชัยชาญ วันนี้ผมกับเพื่อนอีกสามคนจะออกเดินทางไปสุพรรณ โดยใช้เส้นทางที่จะลัดเลาะพาเราไปออกที่อำเภอสามชุก พวกเราพร้อมออกเดินทางกันตอน ๗ โมงกว่าๆ แต่เพิ่งเช้าได้ไม่นานแดดก็ร้อนจ้าซะแล้ว โอ๊ต เจ้าของบ้านและเจ้าของรถ ขับรถพาเราไปที่วัดขุนอินทประมูลเป็นแห่งแรก วัดนี้เดิมเป็นโบราณสถานอยู่กลางทุ่งแต่ถูกบูรณะขึ้นใหม่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดอ่างทอง ตอนที่พวกเราเข้าไปเห็นว่ามีการซ่อมแซมตั้งนั่งร้านทาสีองค์พระอยู่ เราเลยไหว้พระกันจากในรถแล้วกลับออกมา เพราะเขาทำที่จอดรถไว้ข้างหน้าองค์พระนอน เลยสามารถขับรถเข้าไปถึงองค์พระได้โดยสะดวก

ออกจากวัดขุนอินทประมูลเราก็มุ่งหน้าไปยังอำเภอแสวงหา เราจอดรถถามทางจากแม่ค้าแถวๆหน้าวัดแสวงหา เพื่อตามหาวัดร้างที่อยู่ในเขตอำเภอนี้ เราเข้าไปหลงทางอยู่ในซอยหลังวัดแสวงหาอยู่นาน จนในที่สุดก็ต้องกลับออกมาตั้งต้นกันใหม่เพราะเข้าใจผิดว่าวัดร้างที่เราจะไปอยู่ในตัวอำเภอ แต่จากการที่เข้าใจผิดก็ทำให้เราได้ข้อมูลจากชาวบ้านว่าในโรงพยาบาลแสวงหาเดิมมีวัดร้างอยู่แห่งหนึ่ง มีลักษณะเป็นโคกของฐานอาคารแต่โดนไถปรับพื้นที่ไปแล้ว ตอนไถนั้นชาวบ้านบอกว่าได้พระพุทธรูปจำนวนมาก เรากลับออกมาตั้งต้นหาข้อมูลกันอีกครั้งที่หน้าวัดแสวงหา วัดที่เราจะไปคือวัดไทรย้อย ที่อยู่ในตำบลห้วยไผ่ ซึ่งต้องขับรถออกจากตัวอำเภอไปทางตะวันออกราวๆ ๒ กิโลเมตรแล้วเลี้ยวซ้าย พวกเราขับรถไปตามเส้นทางที่คนแถวนั้นบอกแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลียบลำน้ำแคบๆสายหนึ่งที่คดเคี้ยวขึ้นไปทางเหนือ ที่จริงผมสำรวจเส้นทางจากแผนที่ทางอากาศแล้ววาดใส่กระดาษมา หากแต่ไม่ได้วาดให้ไกลออกมาจากอำเภอแสวงหาขนาดนี้

กว่าพวกเราจะมาถึงอำเภอห้วยไผ่ก็ตอน ๙ โมงครึ่ง แวะถามทางจากชาวบ้านอีกสองครั้งก็เจอวัดไทรย้อย ซึ่งเป็นวัดร้างอยู่ในหมู่บ้านที่ตั้งขนาบลำน้ำเป็นกลุ่มใหญ่ ตัววัดเหลืออาคารอยู่เพียงหลังเดียวมีลักษณะคล้ายอย่างอุโบสถหรือวิหารในสมัยอยุธยาตอนปลาย รอบๆอาคารเพิ่งจะได้รับการแผ้วถางไม่นาน ร่องรอยการปรับพื้นที่ยังดูใหม่ๆอยู่ ตัวอาคารก็ได้รับการถอนวัชพืชและสร้างเพิงง่ายๆสำหรับใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ด้านบน เพราะจากภาพถ่ายที่พี่ฎั๊วได้นำออกมาเสนอในกลุ่ม Art Historian ของ Facebook ตัววัดดูรกร้างมากกว่านี้ ตอนแรกยังคิดว่าอยู่กลางทุ่งนอกชุมชน
บริเวณรอบๆตัวอาคารไม่พบใบเสมาที่จะใช้บ่งชี้ได้ว่าเป็นพระอุโบสถ บางทีอาจจะถูกถอนไปใช้ผูกใหม่ที่วัดแถวๆนี้ก็ได้ มีกองอิฐเป็นแนวเหลืออยู่นิดหน่อยสันนิษฐานว่าจะเป็นกำแพงแก้ว

ภาพด้านสกัดหลังหรือผนังด้านหลังของอาคาร มีช่องหน้าต่างเจาะช่องโค้งโดยก่ออิฐแบบเหลื่อมชนเป็นอาคารทรงคฤห์ เดิมคงมีหน้าบันและหน้าบันปีกนกทำด้วยไม้

ทางด้านหน้าของอาคารหันไปทางทิศตะวันออก มีประตูเป็นช่องทางเข้าเพียงทางเดียว แต่ผนังพังเสียหายมากกว่าทางด้านหลังมาก เข้าใจว่าบันไดเป็นของทำใหม่ เพราะการซ่อมแซมเพื่อจะใช้งานอาคารหลังนี้ จึงมีการถมพื้นด้านในสูงประมาณแนวฐานปัทม์ ซึ่งก็คือระดับกรอบธรณีล่างของช่องหน้าต่าง นับว่าสูงกว่าระดับพื้นจริงของอาคารพอสมควร


กระเบื้องเชิงชายที่พบบริเวณอาคาร ทำให้รู้ได้ว่าแต่ก่อนอาคารหลังนี้มุงด้วยกระเบื้องกาบ
ผนังแปรหรือผนังด้านข้างอาคารทั้งสองด้าน มีร่องรอยของการเจาะช่องหน้าต่างที่กึ่งกลางด้านละ ๑ ช่อง น่าจะเป็นช่องลักษณะเดียวกับช่องที่สกัดหลัง

พวกเราออกจากบ้านห้วยไผ่มาตามเส้นทางเดิม ในลำน้ำที่แห้งเกือบขอดมีชาวบ้านสองสามคนกำลังเหวี่ยงแหจับปลา โอ๊ตบอกว่าที่บ้านมันไปเหวี่ยงแหแบบนี้ทีเดียวก็ได้ปลาตัวเล็กๆมาทอดกินเยอะแยะ เรากลับเข้าไปในอำเภอแสวงหาแล้วผ่านหน้าอำเภอมุ่งหน้าไปทางตะวันตก จุดหมายปลายทางของเราคือข้าวเที่ยงที่ตลาดสามชุก เราใช้เวลาระหว่างการเดินทางฟังเพลงและคุยเล่นกันเกี่ยวกับอะไรที่เห็นข้างทาง อั้มเห็นนกฝูงหนึ่งบินวนอยู่เหนือพุ่มไม้กลางทุ่งจึงชี้ให้เราดู โอ๊ตบอกว่ามันคือนกปากห่างที่กินหอยเชอรี่ มันชอบเกาะอยู่บนต้นไม้เดียวกันทั้งฝูงจนต้นไม้ตายไปเป็นต้นๆ มัวแต่พูดถึงนกทำให้ไม่ได้ดูทางจนกลัวจะเลยทางแยกที่บ้านดอนปรู ต้องจอดถามทางเพื่อความมั่นใจ

๑๑ โมงมาถึงสามชุก จอดรถไว้ข้างถนนแล้วเดินข้ามสะพานเข้าไปในตลาด โอ๊ตถามผมว่าแม่น้ำนี้คือแม่น้ำอะไร ผมตอบไปว่าแม่น้ำสุพรรณ แต่อั้มเถียงว่าแม่น้ำท่าจีนมีหลักฐานคือชื่อแม่น้ำในGPS แม่น้ำสายนี้น่าสนใจตรงที่มีหลายชื่อ จุดที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาเรียกปากคลองมะขามเฒ่า ผ่านสุพรรณบุรีก็เรียกแม่น้ำสุพรรณบุรี ผ่านนครปฐมเรียกแม่น้ำนครชัยศรี พอถึงปากน้ำเรียกแม่น้ำท่าจีน
เคยมีการตั้งข้อสังเกตในวงสนทนาผ่าน Facebook ว่าเดิมทีการเรียกชื่อแม่น้ำของคนลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งใช้แม่น้ำลำคลองในการเดินทางจะกำหนดเรียกชื่อแม่น้ำจากเมืองที่แม่น้ำสายนั้นผ่าน แม่น้ำจึงไม่ได้มีหลายชื่อเพียงแต่เห็นก็เรียกแม่น้ำหมดส่วนที่ขุดขึ้นมาก็เรียกเป็นคลอง ไหลผ่านเมืองไหนก็เรียกชื่อตามเมืองนั้นเป็นสำคัญ เพราะมุมมองของชาวบ้านที่ใช้เส้นทางแต่โบราณมองกันตามสภาพตาเห็น ไม่ได้มองลงมาจากฟ้าเหมือนเวลาเราดูแผนที่สมัยนี้ ดังนั้นในแผนที่ของชาวฟรั่งเศษที่เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงเรียกแม่น้ำเจ้าพระยาว่า Menam ตลอดสาย

พวกเราใช้เวลากินข้าวและเที่ยวเล่นกันในตลาดสามชุกจนเกือบบ่ายโมง วันนี้ตลาดมีคนมาเที่ยวเยอะมากพอดูแถมอากาศยังร้อนอบอ้าว แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางความเฮฮาของเราแต่อย่างไร พวกเราสี่คนได้ของที่ระลึกติดมือกันมาทุกคน หลังจากออกจากสามชุกเราก็มุ่งลงใต้ไปทางศรีประจันต์ ถนนที่สุพรรณเขาดีจริงวิ่งรถแปบเดียวก็มาถึงวัดไก่เตี้ย เมื่อกลับรถแล้วก็เข้าไปในซอย พอเลยประตูวัดไปหน่อยก็มองเห็นเจดีย์องค์น้อยโดดเดี่ยวอยู่ริมทุ่งนาแห้งๆนอกวัด เจดีย์วัดไก่เตี้ยเป็นเจดีย์ที่มีสัดส่วนดูสูงชะลูดคล้ายหอคอย เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเจดีย์กลุ่มนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเจดีย์ของทางสุพรรณบุรี องค์เจดีย์มีเรือนธาตุในผังแปดเหลี่ยม มีซุ้มประดับปูนปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้าในอิริยาบทต่างๆ แต่เสียหายไปมากแล้วหลงเหลือเค้าโครงอยู่เพียงบางด้านเท่านั้น ด้านบนเทินองค์ระฆังมีบัลลังก์กลมแล้วก็ชำรุดไป เจดีย์องค์นี้เป็นหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่ใช้กำหนดอายุงานศิลปะในสมัยอยุธยาตอนต้น (ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐) โดยอาศัยทั้งรูปแบบและลวดลายปูนปั้นที่ปรากฏบนเจดีย์องค์นี้ ฝั่งตรงข้ามมีท้องนาที่เพิ่งปักกล้า พวกเราเดินไปถ่ายรูปเล่นกันนิดหน่อยแล้วก็ออกเดินทางไปกันต่อ อยู่บนรถทุกคนบ่นว่าร้อนสนแสบผิวไปตามๆกัน

เจดีย์วัดไก่เตี้ยมีชุดฐานแปดเหลี่ยมซ้อนลดขนาดกันขึ้นไปสามชุด รองรับเรือธาตุที่มีช่องเป็นซุ้มจระนำทั้งแปดด้าน

ซุ้มจระนำประดับปูนปั้นรูปพระลีลา มีลวดลายปูนปั้นประดับฐานแปดเหลี่ยมที่รองรับชั้นเรือนธาตุหลงเหลือให้เห็น มีลายแถบหน้ากระดาน และลายกลีบบัวบรรจุลายประดับ
ชั้นเรือนธาตุคือบริเวณส่วนกลางของเจดีย์ มีนัยว่าเป็นเรือนหรือห้องๆหนึ่ง มีซุ้มจระนำทำหน้าที่อย่างประตูหรือหน้าต่าง เป็นการเพิ่มมิติที่สมมุติให้เห็นว่ามีอะไรอยู่ด้านในนั้น



หลังออกมาจากวัดไก่เตี้ยเราก็ไปกลับรถขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำสุพรรณ แล้ววิ่งตามถนนที่ลัดเลาะลงใต้ไปตามแม่น้ำฝั่งตะวันตก พากันคุยเล่นไปเพลินๆจนถึงวัดหน่อพุทธางกูรแล้วจึงตั้งสติมองหาวัดสารภี ไม่นานนักก็เห็นวัดสารภีอยู่ทางซ้ายมือเลยให้โอ๊ตจอดรถ แล้วผมก็เข้าไปถามหาเจดีย์วัดพระอินทร์จากชาวบ้านแถวนั้น ชาวบ้านบอกทางให้เรากลับรถแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอยเล็กๆ ในซอยดูเปลี่ยวๆแต่ก็มีบ้านคนปลูกอยู่บ้าง ผมแลเห็นยอดเจดีย์ในพุ่มไม้แต่ชี้ให้ใครดูก็ไม่เห็น เราเลี้ยวเลาะเข้าไปตามทางที่ยิ่งดูรกหนักกว่าเดิม พอถึงหน้าเจดีย์ก็พบว่ามีรถมอเตอร์ไซค์จอดอยู่คันหนึ่ง แต่แดดด้านนอกน่าจะร้อนมากจึงไม่มีใครมีทีท่าว่าอยากลงจากรถ มีผู้ชายคนหนึ่งเดินไปมาอยู่แถวๆเจดีย์ แต่พอผมลงจากรถเขาก็เดินมาที่รถมอเตอร์ไซค์แล้วขับออกไปทันที บอลลงจากรถตามผมมาแล้วเดินเข้าไปดูเจดีย์ใกล้ๆ จึงเห็นว่าทางเจดีย์ด้านทิศใต้มีรอยถูกทุบทำลายใหม่ๆ คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของผู้ชายคนเมื่อสักครู่นี้ ผมเดินวนไปทางด้านตะวันออกของเจดีย์เห็นมีร่องรอยของอาคารคล้ายว่าจะเป็นวิหาร ถัดออกไปรอบๆเหมือนจะมีคูน้ำด้วยแต่พื้นที่ก็รกนักข้ามออกไปไม่ได้ ตัวเจดีย์มีลักษณะเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยมบนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม ตัวเรือนธาตุอยู่ในผังแปดเหลี่ยมมีซุ้มจระนำอยู่ในทิศหลักทั้งสี่ เหนือเรือนธาตุขึ้นไปคล้ายว่าเทินฐานอีกหนึ่งชุด เป็นฐานแปดเหลี่ยมยกท้องไม้แบ่งเป็นช่องๆ เหนือขึ้นไปมีมาลัยเถารองรับองค์ระฆังและใช้บัลลังก์แปดเหลี่ยม ส่วนยอดขึ้นไปหักหาย ระเบียบของเจดีย์องค์นี้แปลกกว่าที่เคยเห็นไปอีกแบบหนึ่ง ต้องไปลองหาตัวอย่างอื่นมาลองๆเทียบดูอีกที


เจดีย์วัดพระอินทร์จากทางทิศเหนือ มีบอลช่วยยืนกะขนาดให้คร่าวๆ
ภาพจากทางด้านทิศใต้ จากในภาพถ่ายเก่าเจดีย์องค์นี้ถูกทุบทำลายจนยับเยินมามาก ก่อนที่จะถูกบูรณะจนมีสภาพเรียบร้อยอย่างในปัจจุบัน แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่เจดีย์ไม่พังทลายไปเสียก่อน แม้ว่าผลจากการบูรณะอาจจะทำให้เกิดสัดส่วนและรูปทรงที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง



    
ลวดลายปูนปั้นที่เหลืออยู่เล็กน้อยบริเวณซุ้มจระนำของเรือนธาตุทางทิศตะวันตก มีลักษณะคล้ายประตูหลอกหรืออาจจะเป็นแกนของพระปูนปั้น ที่เสากรอบประตูมีลายปูนปั้นเป็นบัวหัวเสาและลายหน้ากระดาน ลักษณะลายเป็นตัวกลางของประจำยามก้ามปู เทียบตัวอย่างงานแล้วน่าจะราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ส่วนที่จระนำด้านทิศใต้เหลือเค้าโครงพระพุทธรูปอยู่นิดหน่อย


          วัดพระอินทร์  เป็นวัดร้าง อยู่ตรงข้ามวัดสารภี บ้านหัวเวียง ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง ฯ ไม่อาจสืบหาประวัติได้ เป็นวัดนอกกำแพงเมืองสุพรรณบุรี ทางด้านทิศเหนือ สันนิษฐานว่าสร้างสมัยอู่ทอง
                -  เจดีย์  เหลืออยู่เพียงองค์เดียว และเนื้อที่โบราณสถานเพียงรอบองค์เจดีย์ เชิงฐานเจดีย์เป็นสี่เหลี่ยม มีซุ้มสี่ด้าน เหนือขึ้นไปเป็นองค์หกเหลี่ยมสัณฐานระฆังขนาดเล็ก องค์เจดีย์ก่อด้วยอิฐเผาสอดรับด้วยมโนศิลา มีลวดลายปูนปั้นเป็นลายเครือเถา บริเวณรอบ ๆ มีชิ้นส่นพระพุทธรูปหินทรายอยู่จำนวนหนึ่ง สภาพองค์เจดีย์แตกออกเป็นสองเสี่ยง เอนลงทางด้านทิศใต้  ต้องมีการค้ำยันเอาไว้ ยังไม่ได้บูรณะ รอบองค์เจดีย์รกเป็นป่า ไม่มีทางเข้าออก
ข้อมูลจาก http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity/suphanburi7.htm 

เมื่อเข้ามาในเขตกำแพงเมืองเก่าสุพรรณก็แลเห็นปรางค์วัดมหาธาตุได้ถนัด ผมให้โอ๊ตเลี้ยวขวาไปทางตะวันตก เพื่อจะหาเจดีย์องค์หนึ่งที่เห็นได้จากแผนที่ทางอากาศ เลี้ยวไปมั่วซั่วก็เห็นว่ามีเจดีย์อยู่จริง เป็นเจดีย์ทรงระฆังไม่ชะลูดสูงเพราะไม่มีเรือนธาตุ ตั้งอยู่ริมลานคอนกรีตกว้างๆในรั้วของพื้นที่เอกชน ที่ประตูรั้วทางเข้าไปในลานคอนกรีตมีบ้านเช่าที่ดูเงียบเหงา มีเด็กผู้ชายนอนทำการบ้านอยู่เลยเข้าไปบอกกว่าว่าจะไปดูเจดีย์ เขาก็พยักหน้าเออออตอบกลับมา แต่พอเข้าไปถึงเจดีย์ก็ไม่มีใครอยากจะลงไปกับผมเลยเพราะแดดร้อนมาก ยิ่งมันสะท้อนพื้นคอนกรีตก็ยิ่งร้อนอย่างกับไฟเผา ผมลงไปถ่ายรูปอยู่ไม่ถึงห้านาทีก็กลับขึ้นรถ ใกล้ๆกับเจดีย์มีโรงเรือนขนาดใหญ่ คล้ายเป็นสำนักเกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์

บริเวณเจดีย์มีป้ายเก่าๆบอกชื่อวัดเถลไถลแบบลางๆ ซึ่งก็น่าจะได้รับการบูรณะตกแต่งแล้ว มีสัณฐานเป็นเจดีย์บนฐานแปดเหลี่ยมซ้อนหลั่นกันสามชั้นรองรับองค์ระฆังในผังกลม มีบัลลังก์แปดเหลี่ยม


ไปกันต่อจนถึงคูเมืองด้านตะวันตก เมื่อข้ามคูเมืองออกมาแล้วเราก็เลาะฝั่งคูน้ำไปทางใต้ โอ๊ตจอดให้ผมถ่ายรูปเกาะในคูเมืองซึ่งเดิมคงเป็นป้อมปราการอย่างที่ กำแพงเพชร บางป้อมมีร่องรอยการขุดแต่งทางโบราณคดีด้วย ส่วนแนวกำแพงเมืองยังพอเหลือให้เห็นอยู่ขนาบไปตามแนวคูด้านใน การที่กำแพงเมืองสุพรรณบุรีโดนรื้อทำลายนั้นก็เป็นเพราะในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ มีรับสั่งให้รื้อกำแพงเมืองสุพรรณบุรี ลพบุรี และนครนายกออก เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกใช้เป็นฐานที่มั่นในการวางกำลังล้อมกรุงศรีอยุธยา ในปัจจุบันร่องรอยของคูเมืองเหลืออยู่ทางฟากตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณข้างเดียว ซึ่งจากภาพถ่ายทางอากาศเก่าปรากฏว่ามีร่องรอยของแนวคูเมืองทางฟากตะวันออกด้วย แต่เนื่องจากตัวเมืองสุพรรณบุรีในสมัยนี้ตั้งอยู่ทางฟากตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณ เมื่อมีการใช้พื้นที่มาต่อเนื่องทำให้ร่องรอยของคูเมืองสุพรรณทางด้านนั้นเลือนหายไป โดยจากลักษณะของเมืองสุพรรณบุรีแต่เดิมจึงเป็นเมืองที่สร้างคร่อมลำน้ำเอาไว้แบบเดียวกับเมืองพิษณุโลก และนับได้ว่าเป็นเมืองขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เกาะป้อมเกาะแรกนับจากทางทิศเหนือของคูเมืองด้านตะวันตก

วัดมรกต หรือ วัดอมรโกฏิ เป็นวัดร้างอยู่ทางใต้ห่างออกมาจากเขตเมืองเก่าสุพรรณบุรี ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ของสนามโรงเรียนกีฬาสุพรรณบุรีแห่งที่ ๒ พื้นที่ของโบราณสถานถูกรบกวนน้อยและไม่ดูเปลี่ยวร้างจนเกินไป การที่มีสนามกีฬามาตั้งอยู่ด้วยที่นี่จึงถือเป็นเรื่องดี ตัววัดสร้างขึ้นในแนวแกนตะวันออก-ตะวันตก มีเจดีย์แปดเหลี่ยมเป็นศูนย์กลางของพุทธาวาสมีระเบียงคดล้อมรอบเจดีย์อยู่ด้วย ด้านหน้าเป็นวิหารหันไปทางทิศตะวันออกแต่ถูกถนนคอนกรีตตัดทับไปส่วนหนึ่ง มีซากพระพุทธรูปหินทรายให้เห็นจำนวนมาก ข้างๆมีคูน้ำแต่ตอนที่ดูยังกำหนดสัณฐานไม่ได้ชัดนักว่าจงใจจะขุดอย่างไร ดูคล้ายว่าอาจจะขุดคูล้อมส่วนเจดีย์กับวิหารไว้แต่ก็ไม่แน่ใจ ด้านทิศตะวันตกมีอุโบสถพบใบเสมาหลายใบหักทิ้งไว้บางใบเหลือลายจำหลักจางๆ อาคารด้านนี้ยังไม่ได้รับการขุดแต่งให้เรียบร้อย จึงพบร่องรอยที่ดูดิบๆแบบจมดินกว่าทางวิหาร มีชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายขนาดใหญ่พอสมควรหน้าตักกว่า ๑ เมตรครึ่ง แต่ไม่มีส่วนเศียรเหลือเลย หน้าฝนทางด้านนี้คงจะรกชัฏทีเดียวแต่หน้าร้อนแบบนี้เดินได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็แสบตัวไปหมด กลับขึ้นรถไปก็นึกได้ว่าลืมมองหากระเบื้องมุงหลังคา แต่มีคนรออยู่บนรถถึงสามชีวิตด้วยความหิว จึงว่าจะแวะหาอะไรกินกันในเมืองสุพรรณแล้วค่อยไปต่อ

วัดอมรโกฏิจากมุมตะวันตกเฉียงเหนือ เห็นเป็นระเบียงคดสร้างล้อมเจดีย์อยู่ด้วย ลักษณะเป็นระเบียงคดแบบมีพระพุทธรูปนั่งหันหลังล้อมเจดีย์ซึ่งด้านในเป็นผนังปิด ส่วนผนังอีกข้างด้านที่พระพุทธรูปหันหน้าออกเป็นด้านเปิด มีแนวเสาที่ใช้รองรับเครื่องหลังคา ที่มุมยื่นเป็นเก็จเลยออกมาใช้เป็นห้องประดิษฐานพระพุทธรูป เช่นเดียวกับที่กึ่งกลางแต่ละด้านก็ยกเป็นเก็จออกมาเช่นกัน
ชิ้นส่วนหน้าตักพระพุทธรูปหินทราย เทียบขนาดกับลูกเบสบอลที่ตกอยู่ข้างๆ


ใบเสมาหินทรายซึ่งอาจจะพอใช้กำหนดอายุได้ว่า พระอุโบสถสร้างในสมัยอยุธยาตอนกลาง













เจดีย์วัดอมรโกฏิเป็นเจดีย์ที่แปลกไปอีกแบบหนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มเจดีย์แปดเหลี่ยมทรงสูง มีฐานซ้อนหลั่นขึ้นไปสี่ชั้น ชั้นที่สามนั้นมีร่องรอยการประดับช่องท้องไม้เหลืออยู่ องค์ระฆังอยู่ในผังกลมและมีบัลลังก์แปดเหลี่ยม ที่แปลกไปคืเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยมทรงสูงที่ไม่มีเรือนธาตุอย่างที่พบเห็นมาในวันนี้

       วัดมรกต  ตั้งอยู่ที่ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง ฯ  อยู่กลางทุ่งหลังวัดกุฎีทอง วัดนี้บางท่านเรียกวัดอมรโกฏิ หรือวัดมรโกฏิเป็นวัดร้าง ไม่อาจค้นคว้าหาประวัติได้  เป็นวัดนอกกำแพงเมืองสุพรรณบุรีทางด้านทิศใต้  สันนิษฐานว่าเป็นวัดสมัยอู่ทอง (พุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๙)
                -  เจดีย์  เป็นวัดร้างเหลืออยู่เพียงองค์เดียว บริวารสถานอื่น ๆ เหลือจำเพาะแต่แนวอิฐ นอกนั้นยังมีชิ้นส่วนของพระพุทธรูปหินทราย อยู่จำนวนหนึ่ง องค์เจดีย์ก่อด้วยอิฐเผามีศิลาแลงปนอยู่ สอดรับมโนศิลาฐานแปดเหลี่ยม องค์ระฆังเล็กไม่มีบัลลังก์ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะอู่ทอง องค์เจดีย์มีความสูงสมบูรณ์พอสมควร สร้างอยู่บนเนินน้ำท่วมไม่ถึง 
 ข้อมูลจาก http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity/suphanburi7.htm 

พวกเรา พักเบรคกันที่ปั๊มน้ำมันราวๆ ๔๐ นาที แล้วไปทางนอกเมืองฝั่งตะวันออกเพื่อไปดูเจดีย์วัดสนามชัย ประมาณ ๔ โมงครึ่งแดดร่มลมตกอากาศสบายๆเราก็มาถึงวัดสนามชัย วัดนี้ก็จัดการค่อนข้างดีเพราะเป็นสวนสาธารณะมีสนามฟุตบอลกว้างๆอยู่ทางทิศใต้ของโบราณสถาน บอลเลยบอกว่าน่าจะเรียกว่าวัดสนามบอลมากกว่า วัดสนามชัยมีเจดีย์สัณฐานหลายเหลี่ยมขนาดใหญ่ มีระเบียงคดล้อมรอบด้วย ปัจจุบันได้รับการขุดแต่งไว้เรียบร้อยแต่ก็ยังเห็นร่อยรอยของการขุดทำลายของมิจฉาชีพได้ชัดเจน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เจดีย์พังทลายลงมาไม่ใช่ฝีมือของพม่ารามัญแต่อย่างใด มีทางเข้าที่เปิดไว้ให้เราเข้าไปดูกรุกลางเจดีย์ซึ่งเป็นที่เก็บพระธาตุสำคัญ ผมใช้เวลาดูวัดนี้ได้ไม่นานเพราะเมฆก้อนใหญ่ทางทิศตะวันตกทำให้ฟ้าปิดเร็วก่อนกำหนด เราจึงพากันออกมาไปตามหาทางเข้าวัดแร้ง แต่เพราะหลงทางจึงแวะถ่ายรูปเล่นกันแถวยุ้งฉางใต้ต้นตาลของชาวบ้านแถวนั้น จนเจ้าของบ้านออกมาถามว่ามาทำอะไร พวกเราจึงได้ทีถามทางไปวัดแร้ง

เจดีย์วัดสนามชัยจากบริเวณมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะเห็นระเบียงคดที่ล้อมรอบและส่วนชุกชีของอาคารทางทิศตะวันตกที่เกยล้ำเข้าไปในแนวระเบียงคด ส่วนทางทิศตะวันออกมีอาคารอีกหนึ่งหลังซึ่งสร้างอยู่ในแนวแกน คล้ายว่าเป็นอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย





ลวดลายปูนปั้นที่หลงเหลืออยู่บนเสาเก็จด้านบน ทำให้คิดว่าเจดีย์องค์นี้น่าจะสร้างขึ้นราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑?




โอ๊ตกับบอลจากอาคารทางทิศตะวันตก














 วัดสนามชัย  ตั้งอยู่ที่ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง เป็นวัดร้างที่ปรากฏชื่อให้ทราบจากพงศาวดารเหนือ กล่าวถึงพระเจ้าการรดให้มอญน้อยออกไปสร้างวัดสนามชัย (พ.ศ.๑๗๐๖) เป็นวัดนอกกำแพงเมืองสุพรรณบุรี อยู่ทางฝั่งตะวันออก ห่างจากแม่น้ำประมาณหนึ่งกิโลเมตร
                -  เจดีย์  เหลืออยู่เพียงองค์เดียว เจดีย์บริวารทรงสัณฐานเป็นเจดีย์ ๑๖ เหลี่ยม เป็นเจดีย์ที่สร้าง และซ่อมถึงสามสมัยจากสมัยทวาราวดีถึงสมัยอยุธยา  ลักษณะพิเศษของเจดีย์องค์นี้คือ มีคูหาภายในองค์เจดีย์บรรจุอัฐิอยู่เป็นจำนวนมาก สันนิษฐานว่า เป็นอัฐิทหารในสงครามครั้งใดครั้งหนึ่ง เจดีย์นี้จึงได้ชื่อว่า เจดีย์ทหารนิรนาม  ซากบริวารสถานอันประกอบด้วยซากพระอุโบสถอยู่ทางด้านตะวันออก และซากวิหารอยู่ทางด้านตะวันตกของเจดีย์ประธาน เชื่อมต่อกันโดยตลอด มีกำแพงแก้วรายรอบ  ปัจจุบันองค์เจดีย์และบริวารสถานได้รับการบูรณะ อาณาบริเวณได้ขุดร่องน้ำโดยรอบ
 ข้อมูลจาก http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity/suphanburi7.htm

เราเลี้ยวมั่วๆเข้าไปในซอยจนเห็นยอดเจดีย์วัดแร้งอยู่ในดงกล้วย ผมจึงให้โอ๊ตจอดรถรออยู่ข้างนอกแล้วเดินเข้าไปดูวัดแร้งกับบอล ทางทิศตะวันออกก่อนเข้าถึงเจดีย์เป็นพื้นที่ของชาวบ้านที่ใช้ปลูกกล้วย แต่ดินแล้งต้นกล้วยจึงตายไปหลายต้นแล้ว บนพื้นดินมีอิฐแตกหักเกลื่อนเจอเศษกระเบื้องกาบด้วย ด้านนี้คงเป็นหน้าวัดมาแต่เดิมน่าจะเป็นที่ตั้งของวิหาร เจดีย์วัดแร้งตั้งอยู่บนฐานไพทีจตุรัสมีเจดีย์บริวาร เดิมน่าจะมีผังสมมาตรโดยมีเจดีย์ประจำมุม? และเห็นว่ามีซากอิฐก่อยื่นแปลกอยู่ทางตะวันตกอาจจะเป็นซุ้มจระนำสำหรับไว้พระพุทธรูป ปัจจุบันวัดแร้งได้รับการขุดแต่งแล้วและเหมือนจะมีถนนตัดเข้ามาถึงวัดได้ทางตะวันตก จากทำเลที่ตั้งของวัดแร้งนี้ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ห่างจากกำแพงเมืองมาช่วงระยะหนึ่ง ทำให้ชวนให้คิดว่าวัดนี้คือวัดอันเป็นเขตอรัญิกของเมืองตามแบบแผนของลังกา ซึ่งเทียบได้กับวัดอรัญญิกของพิษณุโลกและวัดพระรูปของเมืองเพชรบุรี ฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆเราจึงรีบออกมาแล้วไปแวะดูเจดีย์วัดการ้องหน่อยหนึ่ง ก่อนจะมุ่งหน้ากลับอ่างทองโดยถนนเส้นสุพรรณบุรี-ป่าโมก วันนี้เราปิดทริปกันด้วยกุ้งเผาที่ตลาดกลางฯ อยุธยา

บริเวณไร่กล้วยของชาวบ้านทางทิศตะวันออกของเจดีย์วัดแร้ง

เจดีย์วัดแร้งเป็นเจดีย์บนฐานสี่เหลี่ยมยกสูง รองรับชุดฐานแปดเหลี่ยมซ้อนหลั่นกันสามชั้น แล้วเป็นฐานกลมดูคล้ายมาลัยเถาแล้วจึงเป็นองค์ระฆัง  และใช้บัลลังก์กลมรองรับส่วนยอด




























เจดีย์วัดการ้องอยู่ห่างจากวัดสนามชัยมาทางทิศตะวันตก ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆัง แต่เนื่องจากถูกทำลายไปจนเสียหายมากจึงมีการซ่อมแซมใหม่จนมีสภาพอย่างในปัจจบัน
 
วัดแร้ง (วัดแดง)  เป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดสนามชัย ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง ฯ บางท่านเรียกว่า วัดแดงร้าง ไม่ทราบประวัติการสร้าง สันนิษฐานว่าเป็นวัดสมัยอยุธยาตอนต้น
                -  เจดีย์  เหลือเจดีย์อยู่เพียงองค์เดียว ไม่ปรากฎซากบริวารสถานอื่น ๆ แต่มีเศษอิฐเกลื่อนบริเวณ เป็นเจดีย์ทรงกลม สกุลช่างอยุธยาตอนต้น สภาพเจดีย์ยังมั่นคงแข็งแรง บรเวิณรอบองค์เจดีย์มีพื้นที่พอสมควร และมีน้ำอยู่โดยรอบ 

วัดการ้อง  เป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ในเขตตำบลสนามชัย อำเภอเมือง ฯ อยู่ทางด้านตะวันตกของวัดสนามชัย ไม่ปรากฎหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด สันนิษฐานว่าเป็นวัดสมัยอยุธยาตอนต้น
 ข้อมูลจาก http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity/suphanburi7.htm 
.....................................................................

อ้างอิง
จุมพล เพิ่มแสงสุวรรณ.  (๒๕๔๗).  พระอุโบสถและพระวิหารที่ได้รับอิทธิพลตะวันตกสมัยอยุธยาตอนปลาย. ใน วารสารหน้าจั่ว ฉบับประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑.  กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พรินติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

ประภัสสร์ ชูวิเชียร (ดร.). (๒๕๕๔).  ลวดลายบางแบบบนใบเสมาที่วัดค้างคาว จังหวัดนนทบุรี. ใน ประมวลผลงานด้านประวัติศาสตร์ศิลปะของ ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม.  กรุงเทพมหานคร: เอราวัณการพิมพ์.

รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง (ผศ.ดร.). (๒๕๕๔).  มองเจดีย์แปดเหลี่ยมหาความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรหริภุญชัยกับบ้านเมืองในภาคกลางก่อนกรุงศรีอยุธยา. เล่มเดียวกัน.

ศักดิ์ชัย สายสิงห์ (ศ.ดร.). (๒๕๕๔).  วัดใหญ่ชัยมงคล ที่มาและข้อสันนิษฐานของชื่อวัด. เล่มเดียวกัน.

สันติ เล็กสุขุม (ศ.ดร.).  (๒๕๔๗).  กระหนกในดินแดนไทย (พิมพ์ครั้งที่ ๓).  กรุงเทพมหานคร: เมืองโบราณ.

สันติ เล็กสุขุม (ศ.ดร.).  (๒๕๕๐).  ศิลปะอยุธยา : งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน (พิมพ์ครั้งที่ ๓).  กรุงเทพมหานคร: เมืองโบราณ.

สมคิด จิระทัศนกุล (ผศ.).  (๒๕๔๖).  คติ สัญลักษณ์ และความหมายของ "ซุ้มประตู-หน้าต่างไทย"  (พิมพ์ครั้งที่ ๑).  กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พรินติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
 ......................................................................................

ขอบคุณ : 
โอ๊ต ภาณุวัฒน์, บอล พงษ์เทพ และอั้ม ยาดา ผู้ร่วมเดินทาง
พี่ฏั๊ว ปติสร และพี่เซีย เอเซีย ที่ให้ข้อมูลการเดินทาง





อั้ม บอลและโอ๊ต ที่ช่องประตูวัดไทรย้อย แสวงหา

โอ๊ต อั้มและผม ที่ช่องหน้าต่างที่ผนังแปรวัดไทรย้อย แสวงหา

 ...................................................................................................................
 

ภาพสันนิษฐาน วัดไทรย้อย(ร้าง) ตำบลห้วยไผ่ : เพิ่มเมื่อ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖


.............................................................................................................................

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น