.... บทความนี้ผมเรียบเรียงใหม่จากบันทึกที่ผมจดเอาไว้จากการเดินทางเมื่อ ๓ ปีก่อน โดยอาศัยข้อมูลเดิมแต่ใช้แนวความคิดที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งคงจะไม่ถูกต้องทั้งหมดอยู่ดีแต่ก็อาจเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ได้ และที่สำคัญข้อมูลที่ผมได้มาจากการเดินทาง ส่วนมากก็เป็นแค่รูปถ่ายที่เก็บเอาไว้ไม่ได้ใช้อะไร ผมเลยคิดว่าน่าจะดีถ้าจะจะเอารูปพวกนั้นมาชำระเป็นข้อมูลเก็บเอาไว้ซะบ้าง เพราะบางรูปผมก็ลืมๆเรื่องราวเกี่ยวกับมันไปบ้างแล้ว
..............................................................
วันเสาร์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓
ผมเดินทางออกจากกรุงเทพฯพร้อมกับพี่เมย์และพี่แพรเจ้าของรถกบแดง มุ่งตรงไปยังจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อไปยังอำเภออู่ทอง และสถานที่ที่เราตั้งใจจะไปกันเป็นที่แรกในวันนี้ก็คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง พี่เมย์มีหนังสือมาจากสำนักช่างสิบหมู่ขอเข้าถ่ายภาพโบราณวัตถุเพื่อเก็บภาพตัวอย่างงานสำหรับเป็นข้อมูลของสำนักฯ เราข้ามแม่น้ำสุพรรณที่ตลาดเก้าห้องและได้แวะไปดูวัดแห่งหนึ่งซึ่งมีโบราณสถานที่เพิ่งได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่ๆ แต่เสียดายที่ผมจำชื่อวัดไม่ได้แล้ว พวกเราเดินทางต่อไปจนกระทั่งถึงเมืองอู่ทองตอนประมาณ ๑๐โมง พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บริเวณคูเมืองด้านตะวันออกภายในเขตเมืองโบราณ ที่ลานด้านหน้าพิพิธภัณฑ์มีชิ้นส่วนของสถาปัตยกรรมทำด้วยศิลาแลงจัดแสดงไว้หลายชิ้น ซึ่งน่าจะเป็นโกลนของยอดเจดีย์ในลักษณะหม้อน้ำปักฉัตร(?) มีปลียอดและลูกแก้วคล้ายอย่างลูกฟักทอง
ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปวัตถุในวัฒนธรรมทวารวดีที่พบในเขตเมืองอู่ทอง ส่วนมากเป็นของที่เกี่ยวข้องกับศาสนา มีชิ้นส่วนปูนปั้นและโกลนดินเผาที่ใช้ประดับงานสถาปัตยกรรมจำนวนมาก นอกจากนั้นก็มีงานหล่อโลหะเป็นรูปเคารพ งานแกะสลักหินเป็นธรรมจักรศิลาประดับลวดลายอย่างในศิลปะอินเดีย และเครื่องประดับที่ทำจากทองคำ โลหะ และลูกปัดหลากหลายลักษณะ
| ชิ้นส่วนของเจดีย์ทำจากศิลาแลงโกลนเป็นทรงไว้ ก่อนจะฉาบปูนแล้วปั้นลวดลาย |
| ชิ้นส่วนดินเผาใช้ประดับสถาปัตยกรรม เป็นลักษณะของกุฑุ ทำหน้าที่คล้ายกับบันแถลงในงานสถาปัตยกรรมไทย |
| ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง จัดแสดงชิ้นส่วนปูนปั้นหลายชิ้น เป็นรูปบุคคลและสัตว์ต่างๆ รวมไปถึงลวดลายแบบทวารวดีซึ่งเกี่ยวข้อง กับวัฒนธรรมอินเดียที่เข้ามาในภูมิภาคนี้เมื่อราว ๑๐๐๐ ปีก่อน |
| ธรรมจักรศิลา เป็นหลักฐานที่พบมากในวัฒนธรรมทวารวดี ใช้เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงที่ตั้งแห่งพระพุทธศาสนา มีลักษณะเป็นกงล้อเกวียนตั้งบนแท่นแกะสลักเป็นลวดลายประดับ เดิมจะตั้งอยู่บนเสาสูงปักไว้หน้าศาสนสถาน |
เราไปกินข้าวเที่ยงกันในเมืองสุพรรณบุรี ต่อจากนั้นก็เดินทางออกนอกเมืองไปทางศูนย์ราชการของจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี ภายในพิพิธภัณฑ์มีโบราณวัตถุจัดแสดงไม่มากนัก แต่จัดเป็นนิทรรศการที่ทำให้เกิดความเข้าใจในท้องถิ่นแบบกว้างๆ มีการสร้างย่านตลาดจำลอง มีหุ่นและข้าวของเครื่องใช้ของผู้คนเมื่อประมาณ ๕๐ ปีที่แล้วใช้ชม โบราณวัตถุที่น่าสนใจส่วนใหญ่เป็นของที่ได้มาจากโบราณสถานเนินทางพระที่สามชุก ซึ่งเป็นของที่ได้รับอิธิพลศิลปะเขมรที่แผ่เข้ามา
เมื่อกลับเข้ามาในเมืองเราก็ไปที่วัดพระรูป เพื่อขอเข้าชมพระพุทธบาทแกะสลักบนแผ่นไม้ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น พระพุทธบาทนี้จัดแสงในกรอบกระจกตั้งไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัดที่ไม่ค่อยได้เปิดให้ใครเข้าชม สังเกตได้จากข้าวของที่วางระเกะระกะซ้ำยังมีฝุ่นเกาะหนา เสียดายที่ไม่สามารถถ่ายรูปพระพุทธบาทไม้มาได้ เพราะแสงสะท้อนกับกรอบกระจกขึ้นเป็นเงา พวกเราลงจากอาคารสองชั้นที่มีพิพิธภัณฑ์แล้วเดินไปดูธรรมสาน์ที่ศาลาการเปรียญ แต่ปรากฏว่ากำลังมีพิธีรดน้ำศพจึงต้องขอเข้าไปในงานด้วย ธรรมาสน์นั้นไม่ได้เก่าไปถึงสมัยอยุธยาแต่ก็ทำได้สวยงามดี
เมื่อลงจากศาลาก็ไปทางด้านหลังอุโบสถ ตรงนั้นมีซากอิฐอยู่กองหนึ่งรูปทรงคล้ายจะเป็นปรางค์หรือเจดีย์ทรงปราสาท ตัวอุโบสถน่าจะเป็นอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ในตำแหน่งเดิม ถัดไปทางด้านซ้ายเป็นเนินที่มีศาลเจ้าจีนแต่ร้างไปแล้วมีต้นโพธิ์ต้นใหญ่ขึ้นอยู่ด้วย ถัดจากศาลเจ้าไปอีกมีเจดีย์ทรงสูง มีชุดฐานสี่เหลี่ยมซ้อนสองชั้น ซึ่งชั้นที่สองสูงเหมือนเป็นเรือนธาตุของเจดีย์ทรงปราสาท ด้านบนเป็นชุดเรือนธาตุในผังแปดเหลี่ยมและเป็นองค์ระฆังในผังกลม ที่ชุดเรือนธาตุแปดเหลี่ยมนั้นทำเป็นช่องคูหาที่ด้านทั้งแปด คงสำหรับเอาไว้พระพุทธรูปแต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเหลือแล้ว ที่องค์เจดีย์มีร่องรอยงานปูนปั้นประดับเหลืออยู่เล็กน้อย ถัดออกไปใกล้กับกำแพงวัดมีซากเจดีย์เรียงกันอยู่ ๒ - ๓ องค์ แต่พังมากเหลือเป็นกองอิฐ
ใกล้กับเจดีย์องค์สูงทางหน้าศาลเจ้าร้างนั้นมีวิหาร ด้านในมีพระนอนปูนปั้นฝีมืองามมาก พุทธลักษณะแบบอู่ทองรุ่น ๓ ขณะที่เข้าไปเจ้าหน้าที่กำลังทำการบูรณะองค์พระกันอยู่ มีนั่งร้านตั้งบริเวณองค์พระเพื่อเตรียมการปิดทอง หลังจากเสริมความแข็งแรงและทำความสะอาดผิวปูนแล้ว พระนอนองค์นี้ไม่ได้สร้างเป็นปฏิมากรรมลอยตัวเหมือนอย่างที่วัดโพธิ์ หากแต่สร้างติดผนังด้านหนึ่งเอาไว้ทำให้ไม่สามารถเดินในวิหารได้รอบองค์พระ คล้ายๆกับที่วัดพระนอนเพชรบุรี จากร่องรอยของแนวอิฐเชื่อว่าเดิมทีตัววิหารคงจะพังทลายไปแล้วครั้งหนึ่งแล้ว จึงสร้างวิหารใหม่ขึ้นมาอย่างในปัจจุบัน จากหลักฐานที่สอดคล้องกันสามอย่างคือ พระพุทธบาทไม้แกะสลัก เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม และพระนอนแบบอู่ทอง๓ จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่าวัดนี้มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น
| เจดีย์เรือนธาตุแปดเหลี่ยมบนฐานสูง หรือควรจะเรียกว่า เจดีย์ทรงปราสาทเรือนธาตุสองชั้นดี |
| พระนอนระหว่างการบูรณะรอลงรักปิดทอง |
พี่เมย์บอกทางให้พี่แพรขับรถไปยังวัดสุพรรณภูมิ ภายในวัดมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบรารวัตถุหลายชิ้นหลายประเภท ดูกันแต่เผินๆยังไม่เจออะไรน่าสนใจมากนัก ต่อจากนั้นก็ไปที่วัดพระธาตุ หรือพระมหาธาตุสุพรรณบุรี วัดนี้เป็นที่ตั้งของพระปรางค์องค์ใหญ่ในฐานะมหาธาตุประจำเมือง ผังวัดอยู่ในระเบียบอยุธยาตอนต้น คือมีปรางค์เป็นศูนย์กลางของพุทธาวาส ด้านหน้าทางทิศตะวันออกเป็นวิหารส่วนทางทิศตะวันตกเป็นพระอุโบสถ ที่ปรางค์ประธานมีร่อยรอยของปรางค์บริวารขนาบทั้งสองข้าง หากแต่พังทลายลงเหลือแต่ส่วนฐาน ด้านหน้าของปรางค์ประธานมีทางบันไดขึ้นไปในคูหาของเรือนธาตุ ซึ่งเป็นบันไดทำใหม่สำหรับให้เข้าไปในองค์ปรางค์โดยสะดวก ที่ชั้นรัดประคดนั้นมีลวดลายปูนปั้นเหลืออยู่ รวมทั้งลวดลายที่กลีบขนุน บันแถลง และหน้าบันของซุ้มจระนำ ลวดลายเหล่านี้มีร่องรอยการซ่อมแซมอยู่มากแต่ก็พอมีเค้าให้เห็นว่าเป็นลายที่นิยมใช้ในช่วงรอยต่ออยุธยาตอนต้น - อยุธยาตอนกลาง ตามปกติวัดที่มีพระปรางค์มหาธาตุขนาดใหญ่มักจะสร้างระเบียงคดล้อมรอบพระมหาธาตุเอาไว้ รวมทั้งจะจัดตำแหน่งของเจดีย์บริวารในลักษณะสมมาตรด้วย หากแต่เท่าที่ดูยังไม่พบแนวระเบียงคด ทางวิหารด้านหน้าพระปรางค์มีเจดีย์แปดเหลี่ยมขนาบวิหารอยู่สององค์ องค์ที่สมบูรณ์กว่าอยู่ทางด้านเหนือ มีลักษณะเป็นเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยมยกท้องไม้สูงๆดูคล้ายๆพระแท่นอัฐทิศซ้อนกันอยู่สองชั้น รองรับฐานกลมของเจดีย์องค์ระฆังซึ่งเทินหม้อน้ำแทนบัลลังก์ ดูแล้วนึกถึงโกลนเจดีย์ที่เห็นที่อู่ทองเมื่อเช้าอยู่เหมือนกัน
มีเวลาอยู่ดูวัดได้ไม่นานเพราะต้องไปให้ถึงสิงห์บุรีก่อนค่ำ ได้ยินข่าวแกงค์โยนหินใส่กระจกรถบ่อยๆแล้วทำให้นึกกลัว วันนี้ร้อนเพราะแดดแรงมากทีเดียวซ้ำยังแสบตาทำให้น้ำตาไหลอยู่เรื่อยแหงนดูนั่นดูนี่ลำบากเหลือเกิน
| มหาธาตุสุพรรณบุรีจากบริเวณมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ |
| ลวดลายที่บัวรัดเกล้า มีลายเฟื่องคล้ายลายประดับดาวเพดาน พระปรางค์มหาธาตุ เมืองพิษณุโลก |
| เจดีย์ฐานแปดเหลี่ยมริมวิหารทางทิศเหนือ |
ออกจากสุพรรณบุรีตอนประมาณ ๔โมงครึ่ง ไปตามถนนที่ตัดไปออกอำเภอป่าโมกเชื่อต่อกับถนนสายเอเซีย ระหว่างทางเห็นมีการขยายถนนให้กว้างขึ้นด้วย มาถึงอำเภอป่าโมกตอนประมาณ ๖โมงเย็น เห็นว่าฟ้ายังไม่มืดจึงแวะเข้าไปที่วัดป่าโมกสักหน่อย เมื่อไปถึงวิหารพระนอนก็ปิดไปแล้วเราจึงไหว้พระกันจากข้างนอก ดูนั่นดูนี่นิดหน่อยแล้วก็เดินทางต่อไปยังสิงห์บุรี มาถึงบ้านพี่โกศลเพื่อนของพี่เมย์ตอน ๒ทุ่ม บ้านพี่โกศลอยู่ในตัวเมืองสิงห์บุรีเปิดเป็นร้านขายซาลาเปาอยู่ติดกับถนนที่ตัดเลียบแม่เจ้าพระยาฝั่งตะวันตก พี่โกศลเป็นคนคุยสนุกเขาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้ฟังมากมาย และพี่เขาจะเป็นไกด์พาเราเที่ยวสิงห์บุรีในวันพรุ่งนี้
| วิหารพระนอนวัดป่าโมกวรวิหาร |
.........................................................................
วันอาทิตย์ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓
ตื่นนอนกันตั้งแต่ ๗โมงเช้า หลังจากกินมื้อเช้าที่โรงแรมเราก็ไปรับพี่โกศลที่บ้าน หลังจากได้รับซาลาเปามาเป็นเสบียงพี่โกศลก็พาเราไปที่วัดหน้าพระธาตุ ผมเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่งเมื่อสัก ๒ ปีก่อน ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่จึงได้แต่ดูๆไปเท่านั้น มาคราวนี้มีพี่เมย์กับพี่โกศลช่วยอธิบายจึงได้ความรู้มากขึ้น ภายในวัดมีสิ่งก่อสร้างหลักคือปรางค์ประธานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหน้ามีวิหารหลวงและด้านหลังมีพระอุโบสถ ปัจจุบันเป็นวัดร้างตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดพระนอนจักรสีห์ พี่โกศลชี้ให้ดูร่องรอยของหลุมผสมปูนเล็กๆที่ทำให้ตั้งข้อสันนิษฐานว่ามีการซ่อมวัดนี้ครั้งใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนปลายสุด ที่ปรางค์ประธานมีลวดลายปูนปั้นบริเวณชั้นอัสดงเป็นรูปครุฑแบกและอสูร แต่น่าเสียดายที่เขาผูกผ้าห่มพระปรางค์ตรงบัวรัดเกล้าเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถพิจารณารายละเอียดได้ถนัด พระปรางค์องค์นี้แม้จะเป็นปรางค์ประธานแต่ก็มีขนาดไม่ใหญ่โต ลายปูนปั้นประดับก็มีไม่มากซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีฉาบเรียบๆต่างจากปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้น บริเวณรอบๆมีเจดีย์บริวารอีกหลายองค์ซึ่งถูกทำลายจนเหลือแค่เพียงฐานแทบทั้งสิ้น พี่โกศลอธิบายถึงวิธีการล้มทำลายเจดีย์ว่า พวกลักลอบขุดหาของเก่าจะเอาเชือกผูกเจดีย์ไว้ด้านหนึ่ง ปลายเชือกอีกด้านหนึ่งก็เอาไปผูกไว้กับต้นไม้ หลังจากนั้นก็โค่นต้นไม้ให้เอนลงกระชากเจดีย์ให้พังลงมา ก็นับว่าเป็นวิธีที่ชาญฉลาดดีแต่ไม่สร้างสรรค์เสียเลย ดังนั้นเราจึงได้พบกับชิ้นส่วนของยอดเจดีย์ที่หักพังลงมากองอยู่บนพื้นมากมาย คิดๆดูแล้วถ้าหากเจดีย์ทุกองค์ยังอยู่ครบบางทีปรางค์ประธานอาจจะดูไม่เด่นเท่าไหร่ ใกล้กันมีโคกที่เป็นที่ตั้งของโบราณสถานเช่นกันแต่เขาสร้างเป็นอาคารอะไรไปแล้วเลยไม่ได้เดินไปดู
| วัดหน้าพระธาตุตั้งอยู่บนโคกสูงจากระดับพื้นดินปกติ ดูคล้ายเป็นไพทีขนาดใหญ่ มีกำแพงแก้วล้อมรอบเขตพุทธาวาสทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน |
| พระปรางค์องค์นี้เข้าทำนองมหาธาตุของเมือง จากลักษณะโดยรวม เข้าใจว่าเป็นวัดหลวงที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง อาจจะมีจุดประสงค์ ให้สร้างขึ้นเป็นศูนย์กลางของชุมชนเพื่อรวบรวมไพร่พล |
| รูปครุฑประดับมุมชั้นอัสดงที่โผล่พ้นผ้าที่ห่มพระปรางค์ออกมาให้เห็น |
เมื่อออกจากวัดหน้าพระธาตุพี่โกศลก็บอกทางให้พี่แพรขับรถออกไปทางหน้าวัดพระนอนจักรสีห์ และก็เลี้ยวลงใต้ผ่านทุ่งนากว้างใหญ่ พวกเรามองไปทางทิศตะวันตกก็แลเห็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่อยู่กลางทุ่ง พี่โกศลบอกชื่อวัดมาแต่ผมก็จำไม่ได้เสียแล้ว หลังจากนั้นเราก็ข้ามสะพานข้ามลำน้ำสายหนึ่งแล้วเลาะไปตามถนนลูกรังริมฝั่งน้ำไปจนกระทั่งถึงซากโบราณสถาน ที่มีลักษณะเป็นห้องสี่เหลียมผนังทั้งสี่ด้านก่ออิฐเป็นช่องโค้งแบบเหลื่อมชนด้านในเป็นคูหา สิ่งก่อสร้างด้านบนพังทลายไปเข้าใจว่าอาจจะเป็นเจดีย์หรือไม่ก็หอระฆัง เพราะเห็นว่ามีเศษปล้องไฉนหักพังอยู่แถวๆนั้น แต่พี่โกศลสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นประตูเมือง ใกล้กันทางทิศตะวันออกมีศาลาทำใหม่ไว้พระพุทธรูป ทำให้ผมคิดว่าอาจจะเป็นที่ตั้งของวัดเก่า
| ซากสิ่งก่อสร้างบริเวณริมฝั่งน้ำสายหนึ่ง อยู่ห่างจากวัดพระนอนจักรสีห์ประมาณ ๓ กิโลเมตร |
พี่โกศลพาเราไปที่ถนนสายสิงห์บุรี - ชัยนาท ซึ่งเป็นทางที่วิ่งเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก วัดแรกที่เราแวะกันก็คือวัดประโชติการาม วัดนี้เป็นวัดที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเรามากทีเดียว เมื่อแรกเข้ามาก็จะเห็นมณฑปทรงสูงทาสีขาว ด้านหน้ามณฑปมีวิหารที่อยู่ระหว่างการบูรณะโดยรื้อของที่สร้างไว้ออกแล้วขุดค้นดูผังของฐานดั้งเดิม ภายในวิหารด้านหน้านี้มีพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ องค์พระทำด้วยอิฐยืนชิดผนังพระหัตถ์ขวาแสดงปางประธานอภัย พระเศียรมีเรือนแก้วประดับ พระพักตร์ลักษณะคล้ายพระพุทธรูปอู่ทอง ๒
ที่ด้านหลังในแนวแกนเดียวกันกับวิหารคือมณฑปทาสีขาว ภายในมีพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่เช่นเดียวกับด้านหน้าแต่องค์สูงกว่า พระหัตถ์ขวาแสดงปางประทานอภัยพระหัตถ์ซ้ายแนบลำตัว พระพักตร์มีลักษณะแบบพระพุทธรูปอู่ทองรุ่น ๒ ถัดจากมณฑปไปด้านหลังก็เป็นพระอุโบสถซึ่งทำขึ้นใหม่ในที่เดิม ทำให้ผังโดยรวมของพุทธาวาสอยู่ในลักษณะของวัดในสมัยอยุธยาตอนต้น-อยุธยาตอนกลาง
พี่โกศลพี่ติดต่อกับพระเพื่อจะพาเราไปดูของที่ได้จากการขุดค้น แต่เนื่องจากพระที่ถือกุญแจห้องที่เก็บโบราณวัตถุไว้ท่านไม่อยู่ เราจึงจะไปอื่นก่อนแล้วจะย้อนกลับมาอีกที
| วิหารด้านหน้าประดิษฐานพระยืน จากการขุดค้นพบว่าวิหารเดิมนั้นมีเสาร่วมในและมีเสาก่อผนังรองรับหลังคาปีกนกทั้งสองข้าง ดูคล้ายวิหารทางสุโขทัย - ศรีสัชนาลัย |
| พระพุทธรูปองค์นี้ชวนให้นึกถึงพระอัฐารสที่นิยมกันในวัดแถบสุโขทัย และวัดพระศรีสรรเพชญ์ในกรุงศรีอยุธยาด้วย และลักษณะของเรือนแก้วยังทำให้นึกถึงภาพจิตรกรรมในคูหาพระปรางค์มหาธาตุราชบุรี |
| พระพักตร์แบบอู่ทอง กับนกตัวหนึ่ง |
| พระพุทธรูปยืนในมณฑป อยู่ในตำแหน่งกระชั้นมากจนทำให้ต้องเงยหน้ามอง จากภาพถ่ายเก่าวัดนี้เคยอยู่ในสภาพรกร้างองค์พระคงจะชำรุดทรุดโทรมมาก ทำให้มีร่องรอยการซ่อมในสมัยหลังๆมานี้ให้เห็นชัดเจน |
๑๑.๓๐ น. เรามาถึงวัดกระดังงาบุปผาราม ซึ่งอยู่ริมถนนเส้นเดียวกับวัดประโชติฯ ส่วนมากวัดทางย่านนี้จะหันหน้าวัดมาทางทิศตะวันตกซึ่งมีถนนตัดผ่าน เดิมหน้าวัดคงอยู่ทางริมฝั่งแม่น้ำเพราะเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ แต่เมื่อมีถนนหน้าวัดจึงกลับมาอยู่ทางหลังวัดแทน อะไรหลายอย่างที่อยู่ทางริมฝั่งน้ำจึงดูรกร้างไป วัดนี้แบ่งส่วนใช้งานและส่วนโบราณสถานออกจากกัน ส่วนที่เป็นโบราณสถานอยู่ทางทิศเหนือติดกับโรงเรียน เป็นกลุ่มพุทธาวาสซึ่งมีสิ่งก่อสร้างเรียงกันในแนวแกนตะวันออก - ตะวันตก มีวิหารเป็นอาคารหลังแรกอยู่ทางทิศตะวันออก เราได้พบลุงคนหนึ่งกำลังขุดหลุมเตรียมจะปลูกต้นไม้ริมพื้นคอนกรีตที่เทปิดหน้าดินแทบจะทั่ววัด เว้นตรงพื้นที่โบราณสถานนี้ไว้เป็นพื้นดิน แสงแดดที่สะท้อนกับพื้นคอนกรีตทำให้ร้อนระอุมาก ในหลุมที่ลุงกำลังขุดลงไปมีร่องรอยของแนวอิฐ คาดว่าจะเป็นแนวกำแพงแก้วที่ล้อมส่วนพุทธาวาสนี้ไว้ด้วยกัน
ตัววิหารทางด้านหน้ามีช่องประตูทางเข้า ๑ ช่องอยู่เยื้องไม่ตรงกลาง มีประตูเหล็กปิดใส่กุญแจไว้แต่พอแลเห็นข้างในได้ ที่ผนังแปรทั้งสองข้างเจาะเป็นช่องแสงที่กลางด้าน ด้านหลังวิหารมีเจดีย์ประธานตั้งอยู่บนฐานยกเก็จซับซ้อน ด้านบนเป็นเจดีย์ทรงระฆังมีซุ้มจระนำทั้งสี่ทิศแต่ซ่อมปรับไปมากแล้ว อุโบสถอยู่ถัดจากเจดีย์ไป เป็นของที่สร้างเมื่อราว ๕๐ ปีที่แล้ว แต่ก็รกเลอะเทอะคงไม่ได้ใช้งาน อุโบสถหลังนี้คงสร้างทับตำแหน่งของอุโบสถหลังเดิม ตามผังวัดแบบอยุธยาตอนต้น - อยุธยาตอนกลาง แต่ต้องดูหลักฐานอื่นประกอบเพิ่มเติมอีก เพราะวัดนี้คงผ่านการบูรณะปรับปรุงมาหลายครั้ง
| เจดีย์และวิหารทางด้านหน้า ที่แต่เดิมนั้นจะหันไปทางแม่น้ำซึ่งเป็นทางคมนาคมหลัก |
| ภาพจากบริเวณด้านหน้าของวิหาร เห็นสิ่งก่อสร้างเรียงต่อกันในแนวแกนคือ วิหารหลวง เจดีย์ประธาน และอุโบสถ |
เราไปต่อกันที่ตำบลทับยา มีซากวัดหนึ่งตั้งอยู่ริมถนนเลยจอดรถแวะดู พี่เมย์บอกกับผมว่าสมัยก่อนตอนที่ยังไม่มีการดูแลโบราณสถานได้อย่างทั่วถึง อาจจะเกิดหนทางหลายๆวิธีที่จะเข้าไปรื้อทำลายโบราณสถานเพื่อหาผลประโยชน์บางอย่าง เช่นการตัดถนนก็เป็นทางหนึ่งที่พอจะทำได้ วัดร้างแห่งนี้อยู่ในสภาพรกร้าง ที่ผนังสกัดด้านหลังมีปูนปั้นนูนต่ำรูปพระพุทธเจ้าประทับยืนและมีสาวกซ้ายขวา ด้านในมีเศษพระพุทธรูปหินทรายและรูปปูนปั้นที่หักพัง
| ที่ผนังด้านหลังต้องมีการค้ำยันเอาไว้เพื่อป้องกันการพังทลาย |
| ร่องรอยของจิตรกรรมที่เหลืออยู่บนฝาผนังด้านใน |
ใกล้กันกับวัดร้างข้างทางมีวัดสุทธาวาส มีอาคารเก่าให้ดูอยู่หลังหนึ่งทางริมฝั่งแม่น้ำ เป็นอาคารหลังเล็กใช้ประดิษฐานรอยระพุทธบาท มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเหลือให้เห็นอยู่ช่วงบนๆ เป็นงานสมัยรัชกาลที่ ๔ - รัชกาลที่ ๕ ด้านล่างไล่จากพื้นขึ้นมาถึงครึ่งความสูงของผนังมีรอยน้ำท่วม ทำให้จิตรกรรมและแม้แต่ฐานประดิษฐานรอยพระบาทชำรุดเสียหาย
เรามาถึงอำเภออินทร์บุรีตอนช่วงเที่ยงวันเลยแวะกินข้าวกลางวันกันแถวๆหน้าโรงพยาบาลอินทร์บุรี แล้วจึงเข้าไปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงโบราณวัตถุที่น่าสนใจหลากหลายมาก ล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งบอกเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้พื้นที่มายาวนาน ตั้งแต่ทวารวดีสืบเนื่องลงมาเลยทีเดียว เสียดายที่เรามีเวลาศึกษาเรื่องราวต่างๆในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ไม่นานเพราะจะต้องไปอีกหลายแห่ง
| ยอดสถูปดินเผารูปหม้อน้ำปักฉัตรของเจดีย์สมัยทวารวดี พบที่บ้านคูเมือง ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี |
| ตัวมกร ชิ้นส่วนประดับเครื่องบนในงานสถาปัตยกรรม น่าจะทำขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น - ตอนกลาง |
| ใบเสมาสมัยอยุธยาตอนกลาง |
เรามาถึงวัดประศุกตอนบ่าย ๒โมง เพื่อขอดูพระยานมาศซึ่งเป็นของสำคัญของวัดนี้ ซึ่งพระท่านก็เมตตาพาขึ้นไปชมภายในพิพิธภัณฑ์ของวัด ภายในพิพิธภัณฑ์ค่อนข้างรกอย่างที่วัดพระรูป แต่ก็น่าชื่นชมที่ท่านมีแก่ใจเก็บข้าวของต่างๆเอาไว้แล้วจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ แม้ว่าจะมีคนสนใจมาดูไม่มากก็ตาม ไหนจะพวกมิจฉาชีพที่เข้ามาในรูปแบบต่างๆทำให้พระท่านต้องระแวงระวังอีกมาก เพราะท่านเล่าให้ฟังว่าไม่นานนี้มีโจรเข้ามาโจรกรรมของพิพิธภัณฑ์ไปด้วย
ที่ถัดไปคือวัดดอกไม้ซึ่งมีอุโบสถหลังเก่าเป็นอุโบสถไม้อย่างศาลาโถง เดี๋ยวนี้อยู่ในสภาพรกร้างใช้งานไม่ได้ แต่ดีที่ยังทรงตัวอยู่ได้ไม่พังทลายลงมา ด้านข้างในแนวกำแพงแก้วเดียวกันมีอุโบสถทำใหม่สร้างเมื่อราว ๕๐ ก่อน
เราออกเดินทางมุ่งตรงไปยังวัดพระบรมธาตุชัยนาท เพื่อจะไปเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชัยนาทมุนีให้ทันเวลา เมื่อมาถึงก็ใกล้เวลาปิดพิพิธภัณฑ์เต็มที แต่เจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์ใจดี นอกจากจะพาชมแล้วยังแสดงอัธยาศัยไมตรีอย่างเป็นกันเอง ทำให้เราได้ชมโบราณวัตถุต่างๆในพิพิธภัณฑ์แบบไม่ร้อนรน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็มีเวลาน้อยเกินไปเพราะต้องเดินทางกลับอีกไกล และยังต้องแวะวัดประโชติฯอีกครั้งด้วย ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุสำคัญๆไม่แพ้ที่อินทร์บุรี มีทั้งของในสมัยทวาราวดี พุทธรูปศิลปะเขมร ศิลปะล้านนา-สุโขทัย แสดงถึงความสำคัญของพื้นที่บริเวณที่ตั้งของเมืองชัยนาท โดยเฉพาะที่ตั้งของวัดพระบรมธาตุชัยนาทแห่งนี้
| พระพุทธรูปศิลปะเขมรหรือลพบุรี เข้าใจว่าพบที่วัดพระบรมธาตุชัยนาทเพราะผมลืมข้อมูลที่ระบุไว้ในแผ่น่ป้ายประกอบการจัดแสดง |
| พระพุทธรูปศิลปะล้านนาอิทธิพลสุโขทัย พบที่วัดพระบรมธาตุชัยนาท ข้อมูลจากแผ่นป้ายจัดแสดง |
เรากลับมาตามทางเดิมขณะที่พระอาทิตย์กลังจะลับขอบฟ้า เมื่อผ่านอำเภอสรรพยาเราก็เห็นเขาสรรพยาโผล่ขึ้นมาทางทิศตะวันตก เป็นอันว่าความคิดที่จะได้ไปสรรคบุรีตามแผนก็เป็นอันต้องยุติลง ช่วงสองวันนี้ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย สนุกไปกับการเดินทางไปเรื่อยๆเหมือนไปตามถนนที่ไม่ต้องรู้ว่าปลายทางจะไปสุดที่ไหน และผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าที่จริงแล้วความรู้หรือความสนุกอันไหนเป็นเป็นผลพลอยได้ของการเดินทาง
พวกเรากลับมาถึงวัดประโชติฯตอนโพล้เพล้ พี่โกศลพาเราไปพบกับพระที่จะพาเราไปดูโบราณวัตถุที่พบจากการขุดแต่งบริเวณวิหาร แล้วท่านก็นำเราไปดูของที่ถูกเรียงเก็บไว้บนชั้นในอาคารหลังหนึ่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นชิ้นส่วนประดับอาคารอย่างเช่น ตัวมกรทำจากดินเผาแบบเดียวกับที่อินทร์บุรี ลายกลีบบัวปูนปั้นแบบอยุธยาตอนต้น และชิ้นส่วนปูนปั้นอื่นๆที่อยู่สภาพแตกหักอีกหลายชิ้น บางชิ้นนำมาดูรูปรอยแล้วก็ประกอบกันได้ ทำให้ยิ่งดูน่าสนใจอย่างกับได้เล่นตัวต่อเลโก้
ท้ายที่สุดวันนี้กว่าจะได้ออกจากสิงห์บุรีก็ราว ๑ ทุ่ม กว่าจะแวะกินข้าวและพูดคุยกันอีกก็ถึงกรุงเทพดึกดื่นเลยทีเดียว
.......................................................................
ขอบคุณพี่แพร พี่เมย์ พี่โกศล และทุกผู้ทุกคนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในบทความนี้
เพลง fireflies - Owl City แนะนำโดย พี่แพร
น่าสนใจและน่าเดินทางตามรอยทริปนี้จังเลย
ตอบลบ